รีวิว
มีหนังไม่กี่เรื่องในประวัติศาสตร์ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า "เปลี่ยนวงการภาพยนตร์ไปตลอดกาล" และ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring คือหนึ่งในนั้น ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ที่โลกรู้จักจากหนังสยองขวัญสัญชาติอิสระ ลุกขึ้นมารับภารกิจที่หลายคนในฮอลลีวูดส่ายหัว นั่นคือการนำนิยายมหากาพย์ของ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน ที่ครองใจผู้อ่านทั่วโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ มาแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่พอจะทำให้ทุกคนลุกขึ้นยืนปรบมือ และในวันที่หนังออกฉายปี 2001 เขาก็ทำได้จริง
โลกของมิดเดิลเอิร์ธในยุคที่ความมืดกำลังฟื้นคืนชีพ เป็นฉากหลังที่หนังเรื่องนี้เลือกใช้เพื่อเล่าเรื่องราวที่แท้จริงเกี่ยวกับการยืนหยัดของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่สุดในโลกนั้น โฟรโด แบ็กกินส์ ฮ็อบบิทหนุ่มผู้ใช้ชีวิตเงียบสุขในหมู่บ้านไชร์ ได้รับมรดกที่ไม่มีใครอยากได้ นั่นคือแหวนวงหนึ่งที่ดูธรรมดาจากภายนอก แต่แฝงด้วยอำนาจชั่วร้ายที่สามารถพลิกดุลยอำนาจของทั้งโลกได้ในพริบตา เมื่อนักเวทย์ผู้เฒ่า แกนดอล์ฟ มาปรากฏตัวพร้อมความจริงที่หนักเกินรับ การเดินทางของโฟรโดก็เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่ด้วยความกล้าหาญ แต่ด้วยความรับผิดชอบที่ตกมาถึงเขาโดยที่เขาไม่ได้ขอ
ปีเตอร์ แจ็คสัน ถ่ายทำหนังทั้งสามภาคพร้อมกันในนิวซีแลนด์ และผลลัพธ์ที่ได้ในภาคแรกคือบทพิสูจน์ว่าความทะเยอทะยานนั้นมีรากฐานแข็งแกร่งพอจะรองรับน้ำหนักของทั้งไตรภาค ฉากการเดินทางผ่านดงแดนรกร้างไปจนถึงเทือกเขาและถ้ำใต้ดินมืดทะมึน ล้วนถ่ายทอดออกมาด้วยสายตาของผู้กำกับที่รักและเคารพต้นฉบับอย่างจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกล้าพอที่จะตัดสินใจเล่าด้วยภาษาภาพยนตร์โดยไม่ยึดติดกับทุกหน้าของหนังสือ
งานภาพของแอนดรูว์ เลสนี คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้มิดเดิลเอิร์ธกลายเป็นของจริง แสงธรรมชาติที่ตกกระทบทุ่งหญ้าไชร์สีเขียวขจีสร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในช่วงต้นได้อย่างแนบเนียน ก่อนที่โทนสีจะค่อยๆ มืดลงและเย็นชาขึ้นตามการเดินทางที่ยิ่งลึกเข้าไปในอันตราย สิ่งที่น่าทึ่งคือการใช้กลเม็ดถ่ายภาพเพื่อบอกขนาดของตัวละครชนชาติต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา CGI เกินจำเป็น และยังดูสมจริงจนผู้ชมยุคปัจจุบันก็ยังตะลึง
เอียน แม็กเคลเลน ในบทแกนดอล์ฟ เกรย์ คือหัวใจทางอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ เขาถ่ายทอดความหนักแน่นและความอ่อนโยนของตัวละครนักเวทย์ผู้รู้มากกว่าที่พูดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ เอลิยาห์ วูด รับมือกับบทที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวได้อย่างน่าชื่นชม วิกโก มอร์เทนเซน ในบทอารากอร์นก็โน้มน้าวให้เชื่อในตัวละครที่ซ่อนความยิ่งใหญ่ไว้ใต้รูปลักษณ์คนเดินทางเร่ร่อนได้อย่างมีเสน่ห์
สิ่งที่ยกระดับหนังเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้นคือดนตรีประกอบของ โฮเวิร์ด ชอร์ ซึ่งไม่ได้แค่ประกอบฉาก แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ บทเพลงที่ใช้แทนแต่ละชนชาติและดินแดนมีเอกลักษณ์ชัดเจน และยังคงก้องในหัวผู้ชมแม้หนังจบไปนานแล้ว
สำหรับใครที่คุ้นเคยกับหนังแฟนตาซีมหากาพย์ยุคก่อนหน้าอย่าง Willow หรือ Excalibur จะเห็นได้ชัดว่า Fellowship of the Ring ยกระดับแนวนี้ขึ้นมาอยู่บนมาตรฐานใหม่ที่สูงกว่าเดิมหลายชั้น และหากเทียบกับผลงานของปีเตอร์ แจ็คสันเองในยุคหลังอย่าง The Hobbit trilogy ก็จะยิ่งเห็นว่าความยับยั้งชั่งใจและความจริงจังใน Fellowship คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยืนหยัดได้ข้ามเวลา หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกคนที่พร้อมจะใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงเพื่อเข้าไปอาศัยอยู่ในโลกอื่นอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเคยอ่านต้นฉบับหรือไม่ก็ตาม
จุดเด่น
งานสร้างโลกแฟนตาซีที่ยิ่งใหญ่และสมจริงอย่างไม่มีใครเทียบ
ดนตรีประกอบของโฮเวิร์ด ชอร์ที่อยู่ในหัวใจผู้ชมตลอดกาล
การแสดงทรงพลังโดยเฉพาะเอียน แม็กเคลเลนในบท แกนดอล์ฟ
จังหวะเล่าเรื่องที่สมดุลระหว่างอารมณ์และแอคชั่น
จุดสังเกต
ความยาวเกือบสามชั่วโมงอาจหนักสำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นแนวมหากาพย์
บทของตัวละครบางตัวในกลุ่มสหายถูกตัดให้เบาเกินไป
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
The Fellowship of the Ring เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านนิยายต้นฉบับไหม
เหมาะมากครับ หนังสร้างโลกและแนะนำตัวละครได้ดีพอที่ผู้ชมใหม่จะติดตามและอินได้โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องมิดเดิลเอิร์ธมาก่อน
ควรดูเวอร์ชั่นโรงหรือ Extended Edition
Extended Edition มีเนื้อหาเพิ่มประมาณ 30 นาทีที่ขยายความลึกของโลกและตัวละครได้ดีกว่า แต่เวอร์ชั่นโรงก็ครบสมบูรณ์และจังหวะกระชับกว่า แนะนำให้ดูเวอร์ชั่นโรงก่อนแล้วค่อยตามด้วย Extended ถ้าติดใจ
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน