รีวิว
มีหนังไม่กี่เรื่องในโลกที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นพยานบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าหนัง และ The Lord of the Rings: The Return of the King คือหนึ่งในนั้น ภาพยนตร์ที่กวาดออสการ์ไปทั้ง 11 สาขาในปี 2004 โดยไม่พลาดสักรางวัลเดียว ซึ่งไม่เคยมีหนังแฟนตาซีเรื่องไหนทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ และคงยากที่จะมีใครทำซ้ำในเวลาอันใกล้
บทสรุปของไตรภาคนี้เปิดด้วยฉากย้อนอดีตที่น่าสนใจ ชวนให้เราเข้าใจที่มาของสิ่งมีชีวิตบิดเบี้ยวที่ไม่มีใครไว้ใจ แต่กลับมีบทบาทสำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ จากนั้นเรื่องก็แยกสายไปพร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคือสงครามขนาดมหึมาที่อาณาจักรมนุษย์ต้องเผชิญกับกองทัพมืดที่ไม่มีวันหมดสิ้น อีกฝั่งหนึ่งคือการเดินทางของฮอบบิทตัวเล็กสองคนที่แบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบไว้บนบ่า โดยมีเพียงสัตว์ประหลาดผู้น่าสงสารเป็นผู้นำทาง เส้นเรื่องทั้งสองดำเนินขนานกันอย่างมีชั้นเชิง สร้างความตึงเครียดที่ค่อยๆ ถูกรัดให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดแตกหักที่ทุกอย่างมาบรรจบ
ในแง่งานกำกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ทำสิ่งที่ผู้กำกับหลายคนฝันไว้แต่ไม่เคยทำสำเร็จ นั่นคือการรักษาความสมดุลระหว่างสเกลที่มหึมากับอารมณ์ที่ลึกซึ้งส่วนตัวไว้ได้ในเวลาเดียวกัน ฉากยุทธการที่ทุ่งเพเลนนอร์ถือเป็นหนึ่งในฉากสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยถ่ายทำขึ้นมา ม้าศึกนับพัน ช้างยักษ์ที่ใหญ่เกินจินตนาการ และแสงรุ่งอรุณที่ส่องลงมาบนทหารม้าโรฮีร์ริม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างความตื่นตาอย่างเดียว แต่สร้างความรู้สึกถึงขนาดที่หัวใจสั่นได้ แต่ที่น่าทึ่งกว่าคือแจ็คสันไม่เคยทิ้งตัวละครแม้กลางฉากยิ่งใหญ่เหล่านั้น กล้องยังวนกลับมาหาใบหน้า มาหาน้ำตา มาหาความกลัวและความกล้าที่อยู่ร่วมกันในคนคนเดียวอยู่เสมอ
การแสดงในเรื่องนี้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้นจากสองภาคแรก Viggo Mortensen ในบท อารากอร์น ฉายแสงในช่วงปลายเรื่องอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บทบาทที่ต้องถ่ายทอดความลังเลในชะตากรรมตัวเองออกมาให้คนดูเชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาทำได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะที่ Andy Serkis ในบท กอลลัม ยังคงเป็นตัวละคร motion capture ที่ดีที่สุดที่วงการภาพยนตร์เคยสร้างขึ้นมา ความขัดแย้งภายในของสิ่งมีชีวิตตัวนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในทุกสายตา ทุกน้ำเสียง จนลืมไปเลยว่ากำลังดู CGI อยู่ ส่วน Sean Astin ในบท แซม ทำให้เห็นว่าตัวละครที่ดูธรรมดาที่สุดในทีมอาจเป็นหัวใจที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งเรื่อง
งานดนตรีของ Howard Shore สร้างตำนานในแบบของตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ธีมดนตรีแต่ละชิ้นถูกออกแบบมาให้ผูกพันกับตัวละครและสถานที่อย่างแม่นยำ จนเมื่อได้ยินทำนองเหล่านั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเดิมก็หวนกลับมาโดยอัตโนมัติ ส่วนงานภาพของ Andrew Lesnie ที่จับภาพนิวซีแลนด์ให้กลายเป็น Middle-earth ได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น ยังคงดูสวยงามน่าตื่นตาแม้จะผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว
สำหรับคนที่ยังไม่เคยดูไตรภาคนี้ The Return of the King ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดี เพราะมันคือบทสรุปที่ต้องอาศัยทุกอย่างจากสองภาคก่อนมาเป็นรากฐาน แต่สำหรับคนที่ผ่านการเดินทางมาตั้งแต่ต้น หนังเรื่องนี้จะมอบสิ่งที่ไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหนให้ได้ นั่นคือความรู้สึกว่าสิ่งที่เราใช้เวลาและอารมณ์ไปกับมันนั้น คุ้มค่าทุกนาที เมื่อเทียบกับหนังมหากาพย์แฟนตาซียุคเดียวกันหรือที่มาทีหลัง ไม่ว่าจะเป็น Narnia หรือแม้แต่ภาพยนตร์ The Hobbit ที่แจ็คสันกำกับเองในภายหลัง Return of the King ยังคงยืนอยู่คนละชั้นอย่างชัดเจน มันไม่ได้แค่เล่าเรื่องแฟนตาซีที่ดี แต่พิสูจน์ว่าหนังแนวนี้สามารถพูดถึงความกล้าหาญ มิตรภาพ และความหมายของการเดินทางได้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้วรรณกรรมชั้นดีเล่มไหนในโลก
จุดเด่น
สเกลการสร้างที่ยิ่งใหญ่และอลังการไม่มีหนังเรื่องไหนเทียบได้ในยุคนั้น
การแสดงของ Viggo Mortensen และ Andy Serkis ที่ฝังใจตลอดกาล
บทสรุปทางอารมณ์ที่สมบูรณ์และทรงพลังอย่างหาได้ยาก
จุดสังเกต
ความยาวกว่า 3 ชั่วโมงอาจหนักสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับจักรวาล
มีฉากจบหลายชั้นจนบางคนรู้สึกว่ายืดเกินไป
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ภาค 3 ยาวแค่ไหน และควรดู Extended Edition ไหม
เวอร์ชันฉายโรงยาว 201 นาที ส่วน Extended Edition ยาวถึง 263 นาที ถ้าเป็นแฟนตัวจริงแนะนำ Extended ที่เพิ่มฉากสำคัญหลายฉาก แต่ถ้าดูครั้งแรกเวอร์ชันโรงก็สมบูรณ์ในตัวเองแล้ว
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน