รีวิว
มีผู้กำกับไม่กี่คนในฮอลลีวูดที่ชื่อของเขาเพียงปรากฏในโปสเตอร์ก็สามารถสร้างความคาดหวังได้ในระดับหนึ่งโดยอัตโนมัติ สไปก์ ลี คือหนึ่งในนั้น และเมื่อเขากลับมาจับมือกับ เดนเซล วอชิงตัน อีกครั้งหลังจากที่ทั้งคู่เคยสร้างผลงานระดับตำนานอย่าง Malcolm X และ He Got Game ไว้ด้วยกัน Highest 2 Lowest จึงไม่ใช่แค่หนังอีกเรื่องหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นการพิสูจน์ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับและนักแสดงที่ใช่ ยังคงสร้างสิ่งที่น่าจับตาได้เสมอ
เรื่องเปิดตัวด้วยภาพชีวิตของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดของอาณาจักรตัวเอง เขาคือผู้มีอำนาจในวงการเพลง มีชื่อเสียง มีฐานะ และมีครอบครัวที่เขาดูแลอย่างหวงแหน ทว่าชีวิตที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบนั้นก็มีรอยร้าวซุกซ่อนอยู่ในทุกมุม ทั้งแรงกดดันจากธุรกิจที่ต้องรักษาตำแหน่ง ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยังมีช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา และภาพลักษณ์สาธารณะที่เขาต้องแบกรับไว้ตลอดเวลา จนกระทั่งโทรศัพท์สายหนึ่งทำให้ทุกอย่างพังทลายลงในชั่วพริบตา ในรูปแบบของแผนเรียกค่าไถ่ที่บีบให้เขาต้องเลือกระหว่างสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต หนังไม่รีบเปิดไพ่แต่ต้นแต่ค่อยๆ สร้างบรรยากาศกดดันให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งที่ร้อนระอุไปพร้อมกับตัวละครหลัก
ในฐานะผู้กำกับ สไปก์ ลี ยังคงเป็นสไปก์ ลี ที่เราคุ้นเคย กล้องของเขาไม่เคยถ่ายหนังเพื่อความสวยงามแบบว่างเปล่า ทุกภาพล้วนแบกความหมายบางอย่างไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบภาพที่แหวกขนบ การเล่นกับมุมกล้องเพื่อสะท้อนอำนาจและความไร้อำนาจของตัวละคร รวมถึงการแทรกความคิดเห็นเชิงสังคมและชนชั้นเข้าไปในทุกซอกมุมของเรื่องโดยไม่เอ่ยออกมาตรงๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ทริลเลอร์ว่าด้วยการจับตัวประกัน แต่ยังพูดถึงราคาของความสำเร็จ ความรับผิดชอบของคนที่มีทุกอย่างต่อคนที่ไม่มีอะไร และคำถามที่ว่าเมื่อต้องเลือกระหว่างคนที่เรารักกับหลักการของตัวเอง เราจะเลือกอะไร
เดนเซล วอชิงตัน ในวัย 70 ยังคงเป็นสัตว์แสดงที่ไม่มีใครแทนได้ การแสดงของเขาในเรื่องนี้ไม่พึ่งพาการระเบิดอารมณ์หรือฉากเด่นที่เขียนมาเพื่อกวาดรางวัล แต่อยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในสายตา ท่าทาง และน้ำหนักของคำพูดที่เขาเลือกใช้ ตัวละครของเขาคือคนที่ต้องแสดงความมั่นใจออกมาภายนอกในขณะที่ภายในกำลังล่มสลาย และวอชิงตันถ่ายทอดความขัดแย้งนั้นออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือมาก เจฟฟรีย์ ไรต์ รับบทสมทบที่เสริมความน่าสนใจให้กับพลวัตของตัวละคร แม้หนังจะไม่ได้ให้เขามีพื้นที่มากพอที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่
ด้านจังหวะของหนัง ต้องพูดตรงๆ ว่าช่วงกลางของเรื่องที่ความยาว 133 นาทีแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน มีบางช่วงที่การดำเนินเรื่องหย่อนลงจนรู้สึกว่าหนังกำลังเดินวนอยู่กับที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมที่คาดหวังหนังระทึกขวัญแบบไม่มีเวลาหายใจรู้สึกผิดหวังได้ แต่สำหรับคนที่ดูหนังของสไปก์ ลี เป็นประจำก็จะรู้ว่านี่คือสไตล์ที่เขาตั้งใจใช้เพื่อให้ผู้ชมมีเวลานั่งนิ่งๆ กับความรู้สึกอึดอัดของตัวละคร ซึ่งก็ถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องในแบบของมันเอง
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานของสไปก์ ลี ในยุค 90s อย่าง Clockers หรือ He Got Game จะพบว่า Highest 2 Lowest มีดีเอ็นเอเดียวกันอยู่มาก นั่นคือหนังที่ใช้ประเภทหนัง Genre ป็นบ้านเพื่อพูดเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวมันเอง ส่วนคนที่เพิ่งรู้จักสไปก์ ลี จากผลงานหลังๆ อย่าง BlacKkKlansman ก็จะพบว่าเรื่องนี้สงบและซับซ้อนกว่า แต่ไม่ได้น่าสนใจน้อยกว่ากัน Highest 2 Lowest เหมาะกับคนดูที่อยากได้หนังระทึกขวัญที่มีน้ำหนักทางความคิดและอารมณ์ ไม่ใช่หนังแอ็กชันที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วและระเบิด ถ้าเตรียมใจมาให้ถูก คุณจะพบกับหนึ่งในผลงานที่น่าจดจำของทั้งคู่ในรอบหลายปี
จุดเด่น
เดนเซล วอชิงตัน ดึงดูดสายตาได้ทุกฉากอย่างเป็นธรรมชาติ
สไปก์ ลี ใส่เลเยอร์วิจารณ์สังคมแฝงไว้ใต้เรื่องราวระทึกขวัญได้แนบเนียน
บรรยากาศและงานภาพจัดจ้านมีเอกลักษณ์ชัดเจน
จุดสังเกต
จังหวะดำเนินเรื่องในช่วงกลางค่อนข้างหย่อนและยืดยาวเกินไป
ตัวละครสมทบบางตัวขาดความลึกและพื้นที่บนจอน้อยเกินไป
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
Highest 2 Lowest สร้างจากเรื่องจริงหรือดัดแปลงจากอะไร
หนังดัดแปลงจากนวนิยายของ Ed McBain และมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Tengoku to Jigoku ของ Akira Kurosawa ในปี 1963
Highest 2 Lowest เหมาะกับคนดูกลุ่มไหน
เหมาะกับผู้ชมที่ชอบหนังระทึกขวัญที่มีน้ำหนักทางศีลธรรมและดราม่าครอบครัว ไม่ใช่หนังแอ็กชันเข้มข้นแบบตรงไปตรงมา
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน