รีวิว
มีหนังฟอร์มยักษ์น้อยเรื่องที่กล้าทิ้งฉากหลังอันโด่งดังของตัวเองไปทั้งหมด แต่นั่นคือสิ่งที่ David Yates ตัดสินใจทำกับภาคที่เจ็ดของซีรีส์เวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อปราสาทฮอกวอตส์ ห้องเรียน และโถงงานเลี้ยงที่คุ้นเคยถูกพับเก็บไว้ แล้วแทนที่ด้วยป่าเปลี่ยว ถนนร้าง และความกลัวที่ไม่มีวันหมด เครื่องรางยมทูต ภาค 1 คือการประกาศชัดว่าวัยเด็กของแฮร์รี่ พอตเตอร์สิ้นสุดลงแล้วจริงๆ
เนื้อเรื่องเริ่มต้นในจุดที่โลกเวทมนตร์พังทลายเกือบสมบูรณ์ กระทรวงเวทย์มนตร์ตกอยู่ในมือของฝ่ายมืด ชื่อ "โวลเดอมอร์" ที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงกลายเป็นคำต้องห้ามที่ใช้ติดตามตำแหน่งผู้พูด แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ตัดสินใจเดินหน้าภารกิจของตัวเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยนำทาง ออกค้นหาเศษชิ้นส่วนของพลังอมตะที่ศัตรูซ่อนไว้ทั่วทุกหัวระแหง พวกเขาสามคนต้องเอาตัวรอดจากการล่าที่ไม่มีวันหยุด พร้อมกันนั้นก็ต้องรักษามิตรภาพที่เริ่มสั่นคลอนจากความกดดันและความสิ้นหวังสะสมที่กัดกินจากข้างใน
สิ่งที่ทำให้ภาคนี้ต่างออกไปจากทุกภาคที่ผ่านมาคือ Yates เลือกให้ความเงียบและความว่างเปล่าเป็นอาวุธหลักของหนัง ฉากการเดินทางในป่าที่ยืดยาวซึ่งบางคนอาจมองว่าเชื่องช้า แท้จริงแล้วทำหน้าที่สร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวอันแท้จริงให้กับผู้ชมได้อย่างแนบเนียน กล้องของ Eduardo Serra เคลื่อนไปตามธรรมชาติอังกฤษที่สวยงามแต่เย็นชา ทุ่งกว้างสีเทา ทะเลสาบที่สะท้อนท้องฟ้าหม่นมัว กลายเป็นภาพที่บอกสภาวะจิตใจของตัวละครได้ดีกว่าบทพูดใดๆ การตัดต่อของ Mark Day มีจังหวะที่รู้จักหายใจ ไม่รีบร้อนยัดแอ็คชั่นให้เต็ม และนั่นทำให้ฉากที่ระเบิดออกมาจริงๆ มีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น
ดนตรีของ Alexandre Desplat ที่เข้ามารับไม้ต่อจาก John Williams ทำให้หลายคนกังวลก่อนหนังฉาย แต่ผลลัพธ์กลับน่าประหลาดใจ ท่วงทำนองของ Desplat เบาบางและแฝงความเศร้า เหมาะกับโทนของภาคนี้ที่ไม่ต้องการความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ แต่ต้องการความรู้สึกของมนุษย์ธรรมดาที่แบกรับภาระหนักเกินไว้
ด้านการแสดง Daniel Radcliffe เดินหน้าออกจากร่างเด็กประจำซีรีส์ได้อย่างสมบูรณ์ แฮร์รี่ในภาคนี้ไม่ได้กล้าหาญแบบฮีโร่ เขาหวาดกลัว สงสัย และบางครั้งก็สับสน Emma Watson รับบทเฮอร์ไมโอนี่ที่ต้องแบกรับทุกอย่างในเชิงอารมณ์มากกว่าทุกภาค ฉากเปิดเรื่องที่เธอใช้เวทมนตร์กับครอบครัวของตัวเองเพื่อปกป้องพวกเขาเป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดของซีรีส์ทั้งหมด Rupert Grint ในบทรอนได้รับพื้นที่แสดงมากกว่าเดิม และใช้โอกาสนั้นได้ดีจนน่าเสียดายที่ภาคก่อนหน้าไม่ค่อยให้พื้นที่เขาเท่านี้ ฝั่งผู้ร้าย Helena Bonham Carter ยังคงเล่นบท Bellatrix Lestrange ได้บ้าระห่ำและน่ากลัวอย่างสม่ำเสมอ
ฉากที่หลายคนยกให้เป็น highlight ของภาคนี้คือลำดับแอนิเมชั่นที่เล่าตำนานเครื่องรางยมทูตในสไตล์ภาพตัดกระดาษ ซึ่งนอกจากจะสวยงามในตัวเองแล้ว ยังฉลาดพอที่จะใส่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ลึกกว่าที่เห็น และทำให้บทที่ออกจะซับซ้อนในหนังสือกลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายในเวลาไม่กี่นาที
สำหรับคนที่ติดตามซีรีส์มาตลอดและโตไปพร้อมกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคนี้คือรางวัลจากความอดทน มันไม่ใช่หนังสำหรับคนเข้ามาดูแบบไม่มีบริบทใดเลย แต่สำหรับผู้ที่รู้จักโลกใบนี้ดี เครื่องรางยมทูต ภาค 1 คือบทที่กล้าหาญที่สุดของซีรีส์ ทั้งในเชิงศิลป์และเชิงอารมณ์ หากเทียบกับภาคก่อนอย่าง Half-Blood Prince ที่ยังพยายามรักษาความสมดุลระหว่างความมืดและอารมณ์ขัน ภาคนี้เลือกข้างชัดเจนและไม่หันกลับมาอีก สำหรับแฟนหนังที่ชอบงานแฟนตาซีแบบจริงจังมากกว่าสนุกสนาน อยู่ในระดับเดียวกับ The Two Towers ของแจ็คสันในแง่ที่ว่ามันคือบทกลางที่หนักและสำคัญ แต่ต้องอาศัยบทส่งท้ายมาทำให้ครบ
จุดเด่น
บรรยากาศมืดหม่นและตึงเครียดต่อเนื่องตลอดเรื่อง
การแสดงของสามนักแสดงหลักที่เติบโตและลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งานภาพและดนตรีประกอบที่สร้างอารมณ์ได้ทรงพลัง
จุดสังเกต
จังหวะหนังช่วงกลางเรื่องเนิบช้าจนอาจทำให้ผู้ชมบางส่วนเบื่อ
ผู้ที่ไม่ได้ติดตามภาคก่อนหน้าอาจตามเนื้อเรื่องได้ยาก
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
แฮร์รี่ พอตเตอร์ เครื่องรางยมทูต ภาค 1 เหมาะกับเด็กเล็กไหม
แม้ได้รับเรตท ทั่วไป แต่เนื้อหามีความมืดและความรุนแรงเชิงจิตใจค่อนข้างมาก เหมาะกับผู้ชมอายุ 10 ปีขึ้นไปที่ติดตามซีรีส์มาตลอด
ต้องดูภาคก่อนหน้าก่อนไหม
แนะนำอย่างยิ่งให้ดูภาค 1 ถึง 6 ก่อน เพราะภาคนี้ต่อเนื่องโดยตรงจากเหตุการณ์ในภาค 6 และมีตัวละครและบริบทที่สำคัญมากจากภาคก่อนๆ
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน