รีวิว
มีหนังไม่กี่เรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่สามารถพูดได้ว่า "เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง" แต่ The Godfather ปี 1972 คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่แค่เพราะมันประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์หรือกวาดรางวัลออสการ์ไปหลายสาขา แต่เพราะมันวางรากฐานให้กับหนังแนวอาชญากรรมแทบทุกเรื่องที่มาทีหลัง และยังคงเป็นมาตรวัดที่ภาพยนตร์รุ่นหลังต้องเอาไปเทียบจนถึงทุกวันนี้
ฉากเปิดเรื่องบอกทุกอย่างที่ผู้ชมต้องรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ภายในไม่กี่นาที วิตโต คอร์เลโอเน หัวหน้าตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานมืดสลัวในวันแต่งงานของลูกสาว ขณะที่เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะดังมาจากข้างนอก เขาฟังคำร้องขอจากผู้มาหาพร้อมแสดงความเมตตาในแบบที่มีเงื่อนไขเสมอ บรรยากาศนั้นบีบคั้งและอิ่มตัวไปด้วยความหมายแฝง มันไม่ใช่ฉากแอ็กชันหรือฉากความรุนแรง แต่กลับทรงพลังกว่าหนังแอ็กชันส่วนใหญ่หลายเท่า ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาใช้ความมืดและความสว่างราวกับนักวาดภาพที่รู้จักพู่กันของตัวเองดีมาก และนั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าเรากำลังอยู่ในมือของผู้กำกับระดับเซียน
งานกำกับของคอปโปลาในเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการ "แสดงแทนการบอก" จังหวะการตัดต่อไม่รีบเร่ง แต่ทุกฉากแบกน้ำหนักของตัวเองไว้เต็มๆ ไม่มีฉากไหนที่รู้สึกว่าเสียเวลา แม้กระทั่งฉากที่ดูเหมือนเป็นแค่การสนทนาธรรมดา ก็ยังซ่อนความตึงเครียดและการเคลื่อนไหวของอำนาจเอาไว้ตลอด งานภาพของ กอร์ดอน วิลลิส ที่ได้รับฉายา "เจ้าแห่งความมืด" นั้นเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญ เขาเลือกแสงในแบบที่ทำให้ทุกเฟรมดูราวกับภาพวาดเก่าของจิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ความมืดไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือตัวละครอีกตัวในเรื่อง
มาร์ลอน แบรนโดในบท วิตโต คอร์เลโอเน คือการแสดงที่กลายเป็นนิยามใหม่ของคำว่า "ทรงพลัง" เขาพูดน้อยแต่ทุกคำมีความหนักแน่น ท่าทางและน้ำเสียงที่เขาสร้างขึ้นมาสำหรับตัวละครนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกล้อเลียนและอ้างอิงถึงในสื่อบันเทิงมาเป็นห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคืออัล ปาชิโนในบทไมเคิล ลูกชายคนเล็กผู้เริ่มต้นเรื่องในฐานะคนที่ต้องการอยู่ห่างจากโลกใบนี้ให้มากที่สุด การเดินทางของตัวละครนี้คือแกนกลางทางอารมณ์ของทั้งเรื่อง และปาชิโนส่งมอบมันได้อย่างละเอียดอ่อนจนน่าทึ่ง เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาของเขา ไม่ใช่แค่จากบทสนทนา
ดนตรีประกอบของ นีโน โรตา ก็ไม่อาจพูดถึงไม่ได้ ท่วงทำนองหลักของเรื่องนั้นเศร้าและสวยงามอย่างประหลาด มันไม่ได้บอกว่าเราต้องรู้สึกอะไร แต่กลับยิ่งทำให้ความขัดแย้งทางอารมณ์ที่อยู่ในเรื่องนั้นชัดเจนขึ้น โลกของตระกูลคอร์เลโอเนเต็มไปด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว และขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทรยศ ดนตรีเดินไปในเส้นบางๆ ระหว่างสองโลกนั้นได้อย่างแม่นยำ
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับหนังแนว crime drama ยุคใหม่อย่าง Goodfellas, The Departed หรือแม้แต่ซีรีส์อย่าง The Sopranos ควรรู้ไว้ว่าทุกสิ่งที่ชอบในผลงานเหล่านั้นล้วนมีรากมาจาก The Godfather ทั้งสิ้น ขณะที่ถ้าพูดถึงผลงานอื่นในกลุ่มของคอปโปลาเอง ไม่ว่าจะเป็น Apocalypse Now หรือ The Conversation ก็จะเห็นว่าเขามีความสนใจในเรื่องของอำนาจ การทุจริตทางศีลธรรม และความเป็นชายที่ต้องแบกรับภาระที่ใหญ่กว่าตัวเองมาตลอด The Godfather คือจุดที่ความสนใจเหล่านั้นมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด
หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกคนที่รักภาพยนตร์อย่างจริงจัง แต่ถ้าจะแนะนำเป็นพิเศษ คือกลุ่มคนที่สนใจในการเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญกับตัวละครมากกว่าเหตุการณ์ และไม่รีบร้อนที่จะไปถึงจุดหมาย เพราะ The Godfather ไม่ได้ขายความตื่นเต้นฉับพลัน แต่ขายความรู้สึกที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปนานมาก ห้าสิบกว่าปีผ่านไปแล้ว มันยังไม่มีทีท่าว่าจะล้าสมัย
จุดเด่น
การแสดงของมาร์ลอน แบรนโดและอัล ปาชิโนอยู่ในระดับที่ไม่อาจลืมเลือน
บทหนังแน่น ทุกฉากมีน้ำหนักและความหมายในตัวเอง
งานกำกับภาพและดนตรีประกอบสร้างบรรยากาศได้อย่างเหนือชั้น
จุดสังเกต
ความยาวเกือบสามชั่วโมงอาจทำให้ผู้ชมที่ไม่คุ้นกับหนังยุคเก่ารู้สึกเหนื่อย
จังหวะดำเนินเรื่องค่อนข้างช้าในแบบฉบับหนังทศวรรษ 70
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
The Godfather เหมาะกับคนที่ไม่เคยดูหนังคลาสสิกมาก่อนไหม
เหมาะมาก เพราะแม้จะเป็นหนังปี 1972 แต่พลังการเล่าเรื่องและการแสดงยังคงดึงดูดได้ไม่ต่างจากหนังยุคปัจจุบัน เพียงแต่ต้องเตรียมใจรับจังหวะที่ช้ากว่าหนัง action ทั่วไป
ต้องดู The Godfather ภาค 1 ก่อนถึงจะดูภาค 2 ได้ไหม
แนะนำให้ดูตามลำดับอย่างยิ่ง เพราะภาค 2 ต่อยอดจากตัวละครและเหตุการณ์ในภาคแรกโดยตรง การข้ามไปดูภาค 2 ก่อนจะทำให้เสียอรรถรสไปมาก
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน