รีวิว
มีหนังอยู่ไม่กี่เรื่องในโลกที่คนพูดถึงในฐานะ "ภาคต่อที่ดีกว่าภาคแรก" แล้วไม่มีใครเถียง The Godfather Part II คือหนึ่งในนั้น และอาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดด้วยซ้ำ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ไม่ได้แค่สานต่อเรื่องราวของตระกูลคอร์เลโอเน แต่เขาตัดสินใจขยายจักรวาลทั้งในแง่เวลาและความลึกทางจิตใจ จนผลลัพธ์ที่ออกมาในปี 1974 กลายเป็นมหากาพย์ที่ยังไม่มีหนังแนวอาชญากรรมเรื่องไหนล้มแชมป์ได้จนถึงทุกวันนี้
หนังดำเนินเรื่องขนานกันสองยุคสมัยที่ห่างกันนับสิบปี ด้านหนึ่งคือชีวิตของไมเคิล คอร์เลโอเน หลังจากเขารับตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวต่อจากพ่อ บ้านพักหรูริมทะเลสาบทาโฮกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ และไมเคิลกำลังขยายอาณาจักรธุรกิจสีเทาเข้าสู่คิวบาและเนวาดา แต่ยิ่งอาณาจักรใหญ่ขึ้น รอยร้าวภายในก็ยิ่งปรากฏชัดเจน ทั้งจากศัตรูภายนอกที่หยั่งรากลึกกว่าที่คาด และจากคนใกล้ชิดที่เขาไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าไว้วางใจได้แค่ไหน อีกด้านหนึ่งคือเรื่องราวของวีโต้ คอร์เลโอเนในวัยหนุ่ม เด็กชายผู้อพยพจากซิซิลีมาตั้งหลักในนิวยอร์กช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจนกลายมาเป็นดอนที่ทุกคนเคารพกลัว สองเส้นเรื่องนี้ไม่ได้แค่สลับฉากกันไปมา แต่สะท้อนและตั้งคำถามซึ่งกันและกันตลอดทั้งเรื่อง
ในแง่การกำกับ คอปโปลาทำสิ่งที่กล้ามากสำหรับหนังที่ทุกคนคาดหวังสูง เขาไม่ได้พยายามทำซ้ำสูตรสำเร็จของภาคแรก แต่เลือกเดินเข้าหาความเชื่องช้า ความเงียบ และความหนักอึ้งทางอารมณ์มากขึ้น ฉากใหญ่โตอลังการมีน้อยลง แต่ทุกฉากที่ปรากฏกลับทิ่มแทงลึกกว่าเดิม กอร์ดอน วิลลิส ผู้กำกับภาพที่ได้ฉายาว่า "เจ้าแห่งความมืด" ใช้แสงและเงาอย่างโหดเหี้ยมสวยงาม โดยเฉพาะในไทม์ไลน์ยุคเก่าที่มีสีโทนอบอุ่นราวกับภาพถ่ายเก่าที่มีชีวิต ตัดกันกับไทม์ไลน์ยุคปัจจุบันของไมเคิลที่เย็นชาและอ้างว้างอย่างตั้งใจ นีโน โรต้าและคาร์มีน คอปโปลาร่วมกันแต่งดนตรีที่รู้จักกันทั่วโลก แต่ในภาค 2 โทนดนตรีเพิ่มความเศร้าสร้อยและน่าหวาดหวั่นขึ้นอีกหลายขั้น
การแสดงของอัล ปาชิโนในบทไมเคิล คอร์เลโอเนคือหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเขาตลอดชีวิตการทำงาน เขาพาตัวละครนี้ข้ามเส้นจากคนที่ยังพอมีความเป็นมนุษย์ไปสู่บางอย่างที่เย็นกว่าและโดดเดี่ยวกว่ามาก โดยไม่ต้องตะโกนหรือฉีกหน้ากากให้ใครเห็น ทุกอย่างอยู่ในสายตาและความเงียบ ส่วนโรเบิร์ต เดอ นิโร ที่รับบทวีโต้ คอร์เลโอเนในวัยหนุ่มแทนมาร์ลอน แบรนโด ทำได้อย่างน่าทึ่งด้วยการไม่เลียนแบบแบรนโด แต่สร้างตัวละครเดียวกันในอีกมิติหนึ่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ผลงานชิ้นนี้พาเขาคว้าออสการ์นักแสดงสมทบชายมาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี โรเบิร์ต ดูวัล และไดแอน คีตันก็ส่งมอบการแสดงที่ทำให้ตัวละครของตัวเองมีน้ำหนักจริงๆ แม้จะไม่ใช่จุดสนใจหลัก
สำหรับคนที่อยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับตัวเองไหม คำตอบตรงๆ คือถ้าคุณชอบหนังที่ให้เวลาหายใจกับตัวละคร ชอบดูความซับซ้อนทางศีลธรรมโดยไม่มีคำตอบตายตัว และไม่กลัวหนังที่ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงเพื่อสร้างผลกระทบที่ยังค้างคาอยู่หลังจบเรื่องนานหลายวัน นี่คือหนังสำหรับคุณ เทียบกับหนังอาชญากรรมร่วมยุคหรือรุ่นหลังอย่าง Goodfellas หรือ The Departed แล้ว The Godfather Part II อยู่ในโลกที่ต่างออกไป ไม่มีความมันส์แบบเร็วๆ ไม่มีจังหวะสนุกสนาน มีแต่ความหนักของอำนาจที่กัดกร่อนทุกสิ่งที่เคยสำคัญ ถ้าภาคแรกถามว่าคนดีจะหลงทางได้อย่างไร ภาค 2 ตอบว่าเมื่อหลงทางแล้ว ไม่มีทางกลับหรอก
จุดเด่น
โครงเรื่องสองไทม์ไลน์ที่ถักทอกันได้อย่างลึกซึ้งและแยบยล
การแสดงของอัล ปาชิโน และโรเบิร์ต เดอ นิโร อยู่ในระดับตำนาน
งานภาพและบรรยากาศที่สร้างความรู้สึกได้อย่างทรงพลัง
จุดสังเกต
ความยาวกว่า 3 ชั่วโมงอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ชมบางกลุ่ม
ต้องดูภาคแรกก่อนจึงจะเข้าใจและซาบซึ้งได้เต็มที่
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
ต้องดูภาค 1 ก่อนไหมถึงจะดู The Godfather Part II ได้?
แนะนำอย่างยิ่งให้ดูภาคแรกก่อน เพราะภาค 2 อ้างอิงตัวละครและเหตุการณ์จากภาคแรกอย่างหนัก โดยเฉพาะเพื่อความเข้าใจในพัฒนาการของไมเคิล คอร์เลโอเน
The Godfather Part II ได้รับรางวัลอะไรบ้าง?
คว้ารางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ให้กับโรเบิร์ต เดอ นิโร
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน