รีวิว
มีหนังไม่กี่เรื่องในโลกที่ดูแล้วรู้สึกว่ากำลังเห็นประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นต่อหน้าต่อตา Spider-Man: Into the Spider-Verse หรือในชื่อไทยว่า สไปเดอร์-แมน: ผงาดสู่จักรวาล-แมงมุม คือหนึ่งในนั้น ออกฉายปลายปี 2018 และคว้ารางวัลออสการ์สาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยมมาครองได้อย่างไม่มีใครแย่งได้ แต่รางวัลยังไม่ใช่สิ่งที่บอกความยิ่งใหญ่ของมันได้ดีที่สุด สิ่งที่บอกได้ดีกว่าคือความรู้สึกที่คนดูยังพูดถึงมันในฐานะมาตรวัดหนังแอนิเมชันมาจนถึงทุกวันนี้
จุดเริ่มต้นของเรื่องดูเรียบง่ายบนผิว เราได้รู้จักกับไมลส์ โมราเลส เด็กวัยรุ่นผิวสีที่เติบโตในบรูคลิน นิวยอร์ก เขาอาศัยอยู่ระหว่างสองโลกตั้งแต่ยังไม่ทันโดนแมงมุมกัดเลย โลกของพ่อที่เป็นตำรวจผู้เคร่งกฎระเบียบ กับโลกของลุงที่มีชีวิตแบบอิสระชน ไมลส์เองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นใคร และอยากจะเดินไปทางไหน ความขัดแย้งภายในของตัวละครถูกวางรากฐานไว้ก่อนที่เรื่องราวซูเปอร์ฮีโรจะเข้ามา ทำให้เมื่อสิ่งเหนือธรรมชาติเกิดขึ้น เราไม่ได้สนใจแค่ว่าพลังของไมลส์จะพัฒนาไปถึงไหน แต่สนใจว่าเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจะเติบโตอย่างไร
ในแง่งานฝีมือ ยากมากที่จะรู้ว่าจะเริ่มชมส่วนไหนก่อน เพราะแทบทุกองค์ประกอบทำงานได้ดีในระดับที่ไม่ธรรมดา งานภาพคือสิ่งที่เด่นชัดที่สุดและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดอย่างสมเหตุสมผล Bob Persichetti และทีมผู้กำกับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยลอง นั่นคือผสมสไตล์งานพิมพ์คอมิกบุ๊กเข้าไปในแอนิเมชัน 3D โดยตรง ไม่ใช่แค่การอ้างอิงหรือล้อเลียน แต่เอา Ben-Day dots เส้นฮาล์ฟโทน ตัวอักษรแสดงอารมณ์ และกรอบคอมิกเข้ามาอยู่ในโลกของหนังอย่างจงใจและเป็นระบบ ผลลัพธ์คือหนังที่มองแล้วรู้สึกเหมือนหน้าคอมิกบุ๊กมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูเหมือน
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวละครสไปเดอร์แมนจากมิติอื่นแต่ละคนมีสไตล์แอนิเมชันที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Spider-Man Noir ถูกเรนเดอร์แบบขาวดำ Peni Parker มาในสไตล์อนิเมะ ส่วน Spider-Ham ใช้แอนิเมชันล้อเลียนการ์ตูนยุคเก่าอย่างตั้งใจ ความหลากหลายนี้ไม่ได้ทำให้หนังดูรก แต่กลับสร้างความรู้สึกว่าจักรวาลเหล่านี้มีตัวตนจริงๆ และมีต้นกำเนิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การแสดงพากย์เสียงของ Shameik Moore ในบท Miles ทำได้อย่างละเอียดอ่อนและน่าเชื่อถือ เขาถ่ายทอดความไม่มั่นใจของเด็กวัยรุ่นที่ยังหาที่ยืนของตัวเองไม่เจอได้โดยไม่ต้องพึ่งบทพูดที่บอกตรงๆ ขณะที่ Jake Johnson ในบทปีเตอร์ พาร์กเกอร์ เวอร์ชันกลางคนที่หมดไฟนั้นช่วยสร้างสมดุลได้อย่างชาญฉลาด เพราะตัวละครนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและกระจกสะท้อนให้ไมลส์ในเวลาเดียวกัน ส่วน Mahershala Ali ทำงานเยี่ยมแม้บทพากย์จะไม่ยาวมากนัก
เพลงประกอบคัดเลือกมาได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการใช้เพลงฮิปฮอปที่เข้ากับบุคลิกของไมลส์และบรรยากาศของบรูคลินอย่างเป็นธรรมชาติ เพลง Sunflower ของ Post Malone และ Swae Lee กลายเป็นหนึ่งในเพลงประกอบหนังที่คนจดจำได้มากที่สุดในทศวรรษนั้น ส่วนดนตรีประกอบของ Daniel Pemberton สร้างบรรยากาศได้ดีโดยเฉพาะในซีเควนซ์แอ็กชัน
สำหรับคำถามว่าเหมาะกับใคร คำตอบตรงไปตรงมาคือเกือบทุกคน คนที่ไม่เคยอ่านคอมิกสไปเดอร์แมนมาก่อนก็ดูได้สบายๆ เพราะหนังอธิบายตัวเองได้ครบถ้วน ในขณะที่แฟนคอมิกตัวจริงจะยิ่งสนุกกับการจับรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ทุกซอก เมื่อเทียบกับหนังแอนิเมชันซูเปอร์ฮีโรทั่วไป Into the Spider-Verse ยืนอยู่คนละชั้นกับส่วนใหญ่ในตลาด และยังคงเป็นมาตรฐานที่ภาคต่ออย่าง Across the Spider-Verse ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะทำได้ดีพอกัน ถ้ายังไม่เคยดูก็ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงยังรอ
จุดเด่น
งานภาพสุดล้ำที่ผสานสไตล์การ์ตูนคอมิกเข้ากับแอนิเมชัน 3D ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน
ตัวละครหลักมีความลึกทางอารมณ์และน่าเอาใจช่วยอย่างแท้จริง
เพลงประกอบและ soundtrack ที่เข้ากับบรรยากาศและจังหวะของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จุดสังเกต
ช่วงกลางเรื่องจังหวะอาจหย่อนลงเล็กน้อยก่อนถึงบทไคลแม็กซ์
ตัวละครสไปเดอร์แมนจากมิติอื่นบางตัวได้รับเวลาบนจอน้อยเกินไปจนรู้สึกว่ายังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
สไปเดอร์-แมน: ผงาดสู่จักรวาล-แมงมุม เหมาะกับเด็กดูไหม
เหมาะมากครับ เรตอายุ G ดูได้ทุกวัย แต่ผู้ใหญ่จะซึ้งกับเนื้อหาในเลเยอร์ที่ลึกกว่า
ต้องรู้จักสไปเดอร์แมนมาก่อนถึงจะดูรู้เรื่องไหม
ไม่จำเป็นเลย หนังออกแบบมาให้ดูได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน และยังแนะนำตัวละครแต่ละคนได้อย่างชาญฉลาด
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน