ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด

ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด

2018 · 105 นาที · ไม่ระบุเรต

6.7/10NETFLIX

รีวิว

มีหนังรักน้อยเรื่องในยุค 2010s ที่สร้างกระแสถกเถียงได้ดุเดือดพอกับไตรภาคสีเทาชุดนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ Fifty Shades of Grey เข้าโรงในปี 2015 ก็แบ่งขั้วคนดูออกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งหลงใหล อีกฝั่งส่ายหัว และเมื่อถึงเวลาปิดฉากไตรภาคด้วย Fifty Shades Freed คำถามก็ยังวนเวียนอยู่เดิมว่า หนังจะมอบบทสรุปที่คุ้มค่าให้แฟนๆ ได้หรือเปล่า

หลังจากที่ภาคที่แล้วจบลงด้วยการหมั้น ภาคนี้เปิดตัวด้วยบรรยากาศงานแต่งงานที่หรูหราอลังการ อนาสเตเชียและคริสเตียน เกรย์ก้าวเข้าสู่ชีวิตคู่อย่างเป็นทางการ ก่อนจะออกเดินทางฮันนีมูนท่องยุโรปด้วยกัน เรื่องราวในช่วงต้นให้ความรู้สึกคล้ายอัลบั้มรูปท่องเที่ยวที่สวยงามมากกว่าหนัง ทั้งชายหาดฝรั่งเศส ถนนในปารีส และเรือยอชต์กลางทะเล แต่ความสงบสุขนั้นก็ไม่ได้อยู่นานนัก เพราะเงาจากอดีตที่ยังค้างคาอยู่เริ่มคืบคลานกลับเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ พร้อมกับความตึงเครียดใหม่ที่ทดสอบความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยา

James Foley ที่รับไม้ต่อจากภาคที่สองมากำกับต่อเนื่อง ทำหน้าที่สร้างภาพให้หนังดูสวยงามและเรียบร้อยได้ดีพอสมควร งานกล้องในฉากต่างประเทศช่วยดึงความโรแมนติกออกมาได้ชัดเจน แสงและโทนสีอุ่นในหลายฉากทำให้โลกของอนาสเตเชียกับเกรย์ดูน่าอิจฉาอย่างที่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังต้องการสร้างความตึงเครียดหรือดราม่าหนักขึ้น การกำกับก็เริ่มสะดุด บางฉากที่ควรจะทรงพลังกลับรู้สึกแบนราบและตัดต่อออกมาเร็วเกินไปจนอารมณ์ไม่ทันสะสม

ด้านการแสดง ดาโกต้า จอห์นสันยังคงเป็นจุดแข็งที่สุดของหนังชุดนี้ เธอเล่นบทอนาสเตเชียได้เป็นธรรมชาติและมีมิติมากกว่าที่บทจะอนุญาต สายตาและภาษากายของเธอถ่ายทอดทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดเดี่ยวออกมาได้พร้อมกัน ส่วน Jamie Dornan ในบทเกรย์ภาคนี้ดูคลายความตึงแข็งลงกว่าเดิม ตัวละครมีมุมที่เปราะบางและมนุษย์ขึ้น ทำให้เคมีระหว่างนักแสดงทั้งคู่ไหลลื่นกว่าสองภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักแสดง แต่อยู่ที่บทที่ยังคงไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้สำรวจตัวละครอย่างลึกซึ้งพอ

ดนตรีประกอบยังเดินตามสูตรเดิมของซีรีส์นี้ ใช้เพลงป็อปร่วมสมัยคลอบรรยากาศตลอดเรื่อง ซึ่งช่วยสร้างฟีลหนังรักสมัยใหม่ได้ดี แม้บางครั้งจะรู้สึกว่าเพลงที่เลือกมาพยายามบอกอารมณ์แทนภาพมากเกินไปจนเป็นไม้ค้ำยันให้ฉากที่กำลังอ่อนแออยู่

จุดที่หนังพลาดโอกาสไปมากที่สุดคือเส้นเรื่องของตัวร้ายและความขัดแย้งหลักที่ถูกผลักเข้ามาในช่วงกลางเรื่อง ความตึงเครียดที่ควรจะทำให้หัวใจหนังเต้นแรงขึ้น กลับถูกจัดการอย่างรีบร้อนและขาดน้ำหนัก ทำให้ตัวร้ายดูเป็นแค่อุปกรณ์ฉุดพล็อตให้เดินต่อมากกว่าจะเป็นภัยคุกคามที่จริงจัง

สำหรับคนที่ติดตามไตรภาคนี้มาตั้งแต่ต้น Fifty Shades Freed น่าจะให้ความพึงพอใจในระดับหนึ่ง เพราะมันมอบบทสรุปที่หวานและอบอุ่นให้กับความสัมพันธ์ของตัวละครที่ผู้ชมลงทุนเวลาติดตามมาสามภาค แต่ถ้าเทียบกับหนังรักที่ทำได้ดีจริงๆ อย่าง The Notebook หรือ Call Me by Your Name แล้ว หนังชุดนี้ยังขาดความลึกทางอารมณ์ที่จะทำให้มันอยู่ในความทรงจำได้นาน เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ ในซีรีส์เดียวกัน ภาคนี้ถือว่าดูลื่นไหลและทนดูได้มากที่สุด แต่ก็ยังหนีไม่พ้นข้อจำกัดเดิมของแฟรนไชส์ที่สร้างบนฐานของนิยายที่ถูกวิจารณ์เรื่องบทประพันธ์มาตลอด หากคุณเป็นแฟนตัวยงของอนาสเตเชียกับเกรย์ มานั่งดูปิดฉากด้วยกันได้เลย แต่ถ้ายังไม่เคยดูภาคไหนเลย คงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

จุดเด่น

เคมีระหว่างนักแสดงหลักยังอ่อนหวานและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าภาคก่อน

งานภาพและโลเคชั่นฮันนีมูนสวยงามอลังการ ดึงดูดสายตาได้ดี

จังหวะเรื่องเร็วขึ้น มีความตึงเครียดด้านดราม่าแทรกเข้ามาทำให้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

จุดสังเกต

บทหนังยังตื้นและขาดความลึกทางอารมณ์ ตัวละครหลายตัวพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ

องค์ประกอบของผู้ร้ายและความขัดแย้งหลักดูเป็นเพียงฉากประกอบ ไม่น่าเชื่อถือพอ

ดูได้ที่ไหน

สมาชิกรายเดือนของแพลตฟอร์มนี้ดูได้ทันทีไปหน้า NETFLIX

คำถามที่พบบ่อย

ต้องดูภาคก่อนก่อนไหมถึงจะเข้าใจ Fifty Shades Freed

แนะนำให้ดูภาค Fifty Shades of Grey และ Fifty Shades Darker มาก่อนเพราะเนื้อเรื่องต่อเนื่องกันโดยตรง หากข้ามมาดูภาคนี้เลยอาจสับสนกับความสัมพันธ์และพื้นหลังของตัวละคร

Fifty Shades Freed เหมาะกับคนดูกลุ่มไหน

เหมาะกับแฟนคลับของไตรภาคนี้โดยเฉพาะ รวมถึงคนที่ชอบหนังรักโรแมนติกสไตล์ผู้ใหญ่ที่มีฉากหวานและดราม่าเบาๆ แต่ถ้าคาดหวังหนังดราม่าหนักหน่วงหรือเรื่องราวที่ซับซ้อนอาจผิดหวัง

นักแสดงนำ

ดาโกต้า จอห์นสันJamie DornanEric JohnsonEloise MumfordRita OraLuke Grimes

หนังที่คล้ายกัน

รักร้ายกลายร่าง

รักร้ายกลายร่าง

เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ

เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ

บันทึกสุดท้ายของจอมโจร

บันทึกสุดท้ายของจอมโจร