รีวิว
มีเรื่องจริงบางเรื่องที่ถูกฝังไว้ใต้ดินลึกพอๆ กับน้ำมันที่ทำให้มันเกิดขึ้น "Killers of the Flower Moon" คือหนังที่ขุดเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง และมาร์ติน สกอร์เซซีก็ไม่ได้ทำมันด้วยสายตาของนักสำรวจ แต่ทำมันด้วยสายตาของคนที่รู้ดีว่าความชั่วร้ายที่แท้จริงมักหน้าตาเหมือนคนธรรมดา ยิ้มแย้ม และอาจนั่งกินข้าวเย็นอยู่ที่โต๊ะเดียวกับเหยื่อของตัวเอง
เรื่องเริ่มต้นในยุค 1920s ที่ดินแดนโอคลาโฮมา ซึ่งชาวโอเซจ ชนพื้นเมืองอเมริกัน กลายเป็นกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกต่อหัวหลังจากค้นพบน้ำมันมหาศาลใต้ดิน แต่แทนที่ความมั่งคั่งจะนำมาซึ่งความสุข มันกลับกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนขาวจากทุกทิศทุกทางเข้ามา และชาวโอเซจก็เริ่มตายลงทีละคนอย่างลึกลับ หนังเปิดตัวด้วยบรรยากาศที่ดูเหมือนโลกใบนั้นยังคงงดงาม แต่ใต้ผิวน้ำเงียบสงบนั้นมีกระแสน้ำวนที่น่ากลัวซ่อนอยู่
จุดตั้งต้นของเรื่องวนรอบ Ernest Burkhart ที่รับบทโดยลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ ชายหนุ่มธรรมดาที่กลับมาหาลุงผู้ทรงอิทธิพล William Hale รับบทโดยโรเบิร์ต เดอ นิโร ซึ่งดูเหมือนเป็นเสาหลักของชุมชน แต่มีน้ำเสียงและแววตาที่บอกว่าความเมตตากรุณาของเขามีใบเสร็จอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่าง Ernest กับ Mollie Burkhart หญิงชาวโอเซจที่รับบทโดยลิลลี่ แกลดสโตน จึงกลายเป็นศูนย์กลางของทั้งเรื่อง และเป็นหัวใจที่ทำให้หนังมากกว่าแค่หนังสืบสวน
สิ่งที่สกอร์เซซีทำได้อย่างยอดเยี่ยมในงานชิ้นนี้คือการเลือกมุมมองที่ไม่ธรรมดา แทนที่จะเล่าจากฝั่งนักสืบเอฟบีไอที่เข้ามาไขคดี เขาให้เราอยู่กับฝั่งผู้ก่อเหตุตลอดครึ่งแรก มันทำให้ความตื่นเต้นไม่ได้มาจากคำถามว่า "ใครทำ" แต่มาจากการมองดูมนุษย์คนหนึ่งโกหกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ผิด การกำกับของสกอร์เซซีในที่นี้ไม่โอ้อวดฝีมือ แต่ทุกซีนถูกวางตำแหน่งด้วยความตั้งใจ ไม่มีช็อตที่อยู่ที่นั่นโดยไม่มีเหตุผล
ดิแคพรีโอส่งมอบบทบาทที่ยากที่สุดในชีวิตของเขาอย่างน่าสนใจ Ernest ไม่ใช่ตัวร้ายที่มีบุคลิกน่าเกลียด ไม่ใช่คนโง่ที่ถูกชักใย แต่เป็นคนกลางระหว่างความโลภและความรักที่จริงบางส่วน ความคลุมเครือนั้นทำให้หนังมีน้ำหนักมากกว่าหนังอาชญากรรมทั่วไป อย่างไรก็ตาม เดอ นิโรในฐานะ Hale กลับดึงดูดสายตาได้มากกว่าทุกครั้งที่ปรากฏตัว เขาเล่นตัวละครที่ยิ้มแย้มและเย็นชาในเวลาเดียวกันได้อย่างน่าขนลุก
แต่คนที่ขโมยซีนทั้งเรื่องไปอย่างไม่ต้องพยายามคือลิลลี่ แกลดสโตน การแสดงของเธอประหยัดคำพูด แต่ทุกแวบของสายตา ทุกความเงียบ ทุกรอยยิ้มที่เริ่มซีดจางลงเรื่อยๆ บอกเล่าสิ่งที่ไดอะล็อกยาวเป็นหน้าบอกไม่ได้ เธอทำให้ Mollie ไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นผู้หญิงที่มีชีวิตสมบูรณ์ซึ่งกำลังถูกโลกรอบข้างกลืนกินทีละน้อย
งานภาพของโรดริโก พรีโต สร้างบรรยากาศที่ทุ่งหญ้าโอคลาโฮมาดูสวยงามและอ้างว้างในเวลาเดียวกัน ขณะที่ดนตรีประกอบของโรบี โรเบิร์ตสันซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหนังออกฉาย ถักทอเสียงพื้นเมืองเข้ากับเสียงออเคสตราได้อย่างเคารพและลงตัว ส่วนจังหวะตัดต่อนั้นต้องยอมรับว่า 206 นาทีมีช่วงที่ซาบรู้สึกเฉื่อยบ้าง โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่อง แต่สกอร์เซซีดูเหมือนจะตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น เพราะความช้าคือส่วนหนึ่งของความกดดันที่เขาต้องการสื่อ
สำหรับคนที่รักหนังที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์และไม่รังเกียจความยาว นี่คืองานที่ไม่ควรพลาด ถ้าคุณเคยชอบ "The Irishman" หรือ "Gangs of New York" ของสกอร์เซซี หนังเรื่องนี้อยู่ในระดับเดียวกัน แต่มีความเจ็บปวดส่วนตัวมากกว่า เพราะมันไม่ได้พูดถึงอาชญากรรมของคนกลุ่มเล็ก แต่พูดถึงอาชญากรรมที่ทั้งระบบช่วยกันปิดปาก "Killers of the Flower Moon" ไม่ได้มาเพื่อความบันเทิง มันมาเพื่อให้คุณไม่สามารถลืมได้อีก
จุดเด่น
ลิลลี่ แกลดสโตน แสดงได้ทรงพลังและเป็นหัวใจของทั้งเรื่อง
งานกำกับของสกอร์เซซีแน่นและมีเลเยอร์ลึกกว่าหนังอาชญากรรมทั่วไป
ภาพและดนตรีประกอบช่วยสร้างบรรยากาศโศกนาฏกรรมได้สมบูรณ์
จุดสังเกต
ความยาว 206 นาทีอาจเป็นอุปสรรคสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับหนังช้า
จังหวะช่วงกลางเรื่องค่อนข้างเฉื่อยและต้องการความอดทนจากผู้ชม
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
Killers of the Flower Moon ยาวแค่ไหน และดูในโรงคุ้มไหม
หนังยาว 206 นาที หรือเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าชอบหนังที่มีน้ำหนักและเนื้อหาลึก การดูในโรงให้ประสบการณ์ที่สมบูรณ์กว่ามาก
ลิลลี่ แกลดสโตน คือใครและทำไมถึงได้รับการพูดถึงมาก
ลิลลี่ แกลดสโตน เป็นนักแสดงหญิงเชื้อสายพื้นเมืองอเมริกัน เธอรับบท Mollie Burkhart และคว้ารางวัล Golden Globe จากบทบาทนี้ ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของปี 2023
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน