รีวิว
มีคำถามหนึ่งที่คนทำหนังไม่ค่อยกล้าถามตรงๆ ว่าถ้าสังคมผลักคนคนหนึ่งออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาหยิบความโกลาหลขึ้นมาเป็นเกราะ เราในฐานะสังคมนั้นมีส่วนรับผิดชอบแค่ไหน Todd Phillips ผู้กำกับที่โลกรู้จักในฐานะคนทำหนังฮาแบบ The Hangover กลับเลือกตั้งคำถามนั้นด้วยหนังที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา และผลลัพธ์คือหนึ่งในหนังที่น่าจดจำที่สุดของทศวรรษที่ผ่านมา
อาร์เธอร์ เฟล็ก คือตัวละครที่แทบทุกอย่างในชีวิตเขาพังทลายอยู่แล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง เขาทำงานรับจ้างแต่งตัวเป็นตัวตลกในเมืองโกแธมที่กำลังจมอยู่กับความเหลื่อมล้ำและขยะที่เต็มถนน เขาอยู่กับแม่ที่ป่วย พกสมุดเล่มหนึ่งที่เขาเรียกว่าไดอารี่เพื่อจดเรื่องตลกที่ฝันอยากเป็นนักแสดงสแตนด์อัพคอมเมดี้ และเขาเป็นโรคที่ทำให้หัวเราะโดยไม่อาจควบคุมได้ในยามที่ตึงเครียด ชีวิตเขาคือชุดของความอับอายและการถูกมองข้ามซ้อนทับกันอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่เหตุการณ์หนึ่งในรถไฟใต้ดินจะจุดชนวนที่เขากดทับเอาไว้นาน และทุกอย่างก็เริ่มเดินไปในทิศทางที่ไม่มีใครหยุดได้อีกแล้ว
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยืนอยู่เหนือหนังซูเปอร์วิลเลนทั่วไปอย่างสิ้นเชิงคือการที่ Todd Phillips เลือกเล่าเรื่องในแบบหนังชีวิตยุค 70s อย่าง Taxi Driver หรือ The King of Comedy ของ Martin Scorsese อย่างตั้งใจ กล้องของ Lawrence Sher นั้นติดอยู่กับใบหน้าของ Joaquin Phoenix แทบตลอดเวลา ทำให้ผู้ชมไม่มีทางหนีออกไปจากสายตาและกิริยาของอาร์เธอร์ได้เลย งานภาพมีโทนสีเหลืองซีดและเทาสกปรกที่ทำให้โกแธมรู้สึกเป็นเมืองจริงที่เน่าเฟะจากภายใน ไม่ใช่ฉากการ์ตูนที่ดูไกลตัว และดนตรีประกอบของ Hildur Guðnadóttir ที่ใช้เสียงเชลโลทำนองหนักและต่ำเป็นหลักนั้นแทบจะหายใจออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดของตัวละครได้เลย
แต่ทั้งหมดที่ว่ามาจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มี Joaquin Phoenix การแสดงของเขาในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เล่นเป็นตัวละครอีกต่อไป มันคือการสูญเสียตัวเองไปในตัวละครชนิดที่ทำให้ดูแล้วลืมไม่ลงว่าคนข้างหน้าคือนักแสดง เขาลดน้ำหนักลงมากกว่า 20 กิโลกรัมจนร่างกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ท่าเดินที่ทรุด การหัวเราะที่ฟังดูเจ็บปวดกว่าการร้องไห้ และฉากเต้นบนบันไดที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ทรงพลังที่สุดในวงการหนังช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากการที่นักแสดงคนหนึ่งทุ่มเทจนไม่เหลืออะไรไว้ในตัวเองอีกแล้ว Robert De Niro ในบทพิธีกรรายการทอล์กโชว์ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีในฐานะตัวแทนของโลกที่อาร์เธอร์ไขว่คว้าและไม่เคยได้มาจับ
หนังไม่ได้พยายามทำให้ผู้ชมรักอาร์เธอร์หรือเข้าข้างสิ่งที่เขาทำ แต่มันบังคับให้เข้าใจว่ามีเส้นทางที่นำคนคนหนึ่งมาถึงจุดนั้นได้อย่างไร และนั่นคือความกล้าหาญที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ ในยุคที่ใครๆ ก็อยากเล่าเรื่องวายร้ายแบบเท่แต่ไม่สร้างความรู้สึกอึดอัด Joker เลือกเดินสวนทางและยืนยันว่ามันไม่ได้ทำหนังเพื่อให้คุณสบายใจ
สำหรับคนที่ชอบหนังแนว character study ที่หนักและลึก หรือแฟนของ Taxi Driver, Falling Down หรือ A Beautiful Mind หนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ต้องดู ส่วนคนที่เข้าโรงด้วยความคาดหวังจะได้ดูหนังวายร้ายสนุกสนานแบบ comic book อาจต้องปรับใจไว้ก่อน เพราะ Joker ไม่ได้ต้องการเป็นหนัง DC มันต้องการเป็นกระจกที่ส่องให้เห็นว่าสังคมที่เราอยู่นั้นสร้างปีศาจของตัวเองขึ้นมาอย่างไร แล้วก็แกล้งทำเป็นตกใจเมื่อมันปรากฏตัว
จุดเด่น
การแสดงของ Joaquin Phoenix ระดับตำนาน ลึกและน่าหลอนอย่างหาตัวจับยาก
งานภาพและการกำกับที่สร้างบรรยากาศเมืองโกแธมได้อย่างทรงพลัง
เนื้อหาที่ตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างคมคาย ดูจบแล้วยังค้างอยู่ในใจ
จุดสังเกต
จังหวะหนังช่วงกลางอาจหนักและชะลอตัวเกินไปสำหรับผู้ชมบางกลุ่ม
เนื้อหาซึมเศร้าและมืดหนักตลอดเรื่อง ไม่เหมาะกับทุกอารมณ์
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
Joker 2019 เหมาะกับแฟนหนัง DC ทั่วไปไหม
หนังเรื่องนี้แทบไม่มีองค์ประกอบซูเปอร์ฮีโร่แบบที่คุ้นเคย แต่เป็นหนังดราม่าจิตวิทยาที่หนักและลึกมาก เหมาะกับคนที่สนใจงานแนว character study มากกว่าแฟนหนัง action DC ทั่วไป
Joaquin Phoenix คว้ารางวัลอะไรจากหนังเรื่องนี้
เขาคว้ารางวัล Academy Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปี 2020 จากบทบาทนี้ รวมถึงรางวัล Golden Globe และรางวัลสำคัญอื่นอีกมากมาย
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน