รีวิว
มีคำถามหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ถามผู้ชมตลอดเวลาเกือบสามชั่วโมง โดยไม่เคยพูดออกมาตรงๆ สักครั้ง นั่นคือถ้าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง แล้วทำไมโลกใบนี้ถึงยังโหดร้ายได้ขนาดนี้ และคำตอบที่ Frank Darabont เลือกจะให้ ก็ไม่ใช่คำตอบที่ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย
ปาฏิหาริย์แดนประหาร หรือ The Green Mile เล่าเรื่องผ่านความทรงจำของชายชราที่ใช้ชีวิตปลายทางอยู่ในบ้านพักคนชรา เขาเริ่มเล่าให้เพื่อนร่วมชะตากรรมฟังถึงช่วงเวลาที่เขาทำงานเป็นหัวหน้าผู้คุมแดนประหารในยุคทศวรรษ 1930 ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่เขาเรียกว่า กรีนไมล์ นั้นคือทางเดินสีเขียวอ่อนที่นักโทษประหารต้องก้าวผ่านในวันสุดท้ายของชีวิต จากห้องขังไปยังเก้าอี้ไฟฟ้า วันแล้ววันเล่าที่เขาเดินบนเส้นทางนี้ เขาคิดว่าตัวเองรู้จักมนุษย์ดีพอแล้ว จนกระทั่งนักโทษคนหนึ่งมาเปลี่ยนทุกอย่าง
จอห์น ค็อฟฟี่ รับบทโดย Michael Clarke Duncan ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมเด็กหญิงสองคน ร่างกายยักษ์ใหญ่ราวกับกำแพงที่มีชีวิต แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอ่อนโยนที่ไม่มีทางซ่อนได้ พอล เอดจ์คอมบ์ผู้คุมที่รับบทโดย ทอม แฮงส์ เริ่มสังเกตเห็นว่าสิ่งที่ค็อฟฟี่แสดงออกมานั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย และเมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ก็เริ่มปรากฏว่าชายคนนี้ไม่ใช่แค่นักโทษธรรมดา
Darabont คนเดียวกับที่เคยทำให้คนทั้งโลกร้องไห้กับ The Shawshank Redemption ในปี 1994 พิสูจน์อีกครั้งว่าเขาเป็นผู้กำกับที่รู้จักเคารพเวลาของเรื่องเล่า หนังไม่รีบ ไม่บีบ ไม่ดึงอารมณ์แบบฉาบฉวย แต่ปล่อยให้ทุกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จนกว่าผู้ชมจะตระหนักว่าตัวเองผูกพันกับทุกคนบนจอไปเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว งานภาพของ David Tattersall จงใจใช้โทนอบอุ่นในฉากห้องขัง สลับกับความหม่นเย็นในฉากของโลกภายนอก สร้างความรู้สึกแปลกๆ ว่าแดนประหารกลับเป็นที่ที่อบอุ่นกว่าโลกข้างนอกในหลายครั้ง
Thomas Newman นักแต่งเพลงประกอบทำงานได้อย่างยับยั้งชั่งใจ ดนตรีที่ได้ยินตลอดทั้งเรื่องไม่เคยตะโกนใส่หน้าผู้ชมว่าต้องรู้สึกอะไร แต่แอบซึมเข้ามาทางช่องว่างระหว่างบทสนทนา ทำให้ทุกฉากที่ควรจะหนักมันหนักขึ้นอีกเท่าตัว
ในแง่การแสดง ทอม แฮงส์ทำในสิ่งที่เขาเก่งที่สุดคือการแสดงความเป็นมนุษย์ที่ดีแต่สับสน พอลไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่วายร้าย เขาแค่เป็นคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองและพยายามทำมันให้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ระบบที่บิดเบี้ยว แต่ดาวของเรื่องนี้ต้องยกให้ Michael Clarke Duncan อย่างไม่ต้องเถียง การแสดงของเขาในบท จอห์น ค็อฟฟี่ เป็นหนึ่งในการแสดงที่ทรงพลังที่สุดที่เคยปรากฏในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาแสดงความอ่อนล้าของวิญญาณที่แบกรับความเจ็บปวดของโลกไว้ได้อย่างน่าเจ็บปวดมาก จนเราแทบจะรู้สึกได้ว่ามันหนักขนาดไหน
สำหรับใครที่ชอบหนังแนวดราม่าที่ใช้เวลานั่งดูแล้วได้คิดอะไรบางอย่างที่ยาวนานกว่าตัวหนังเอง The Green Mile เป็นตัวเลือกที่ยากจะหาอะไรมาแทนที่ได้ มันเหมาะกับคนที่ไม่รีบ กับคนที่พร้อมจะรู้สึก และกับคนที่ยังเชื่อว่าหนังสามารถพูดถึงความอยุติธรรม ความเชื่อ และความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งบทสรุปที่สวยงาม เมื่อเทียบกับ The Shawshank Redemption แล้ว หนังเรื่องนี้มีน้ำหนักที่หม่นกว่า เจ็บกว่า และทิ้งคำถามไว้มากกว่าโดยไม่ยื่นคำตอบให้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันยังคงอยู่ในความทรงจำได้อีกนานหลังจากม่านปิด
จุดเด่น
การแสดงของ Michael Clarke Duncan ที่ทรงพลังและจับใจอย่างหาที่เปรียบได้ยาก
บทหนังที่สร้างสมดุลระหว่างความเป็นจริงอันโหดร้ายกับความอัศจรรย์เหนือธรรมชาติได้อย่างลงตัว
งานกำกับของ Frank Darabont ที่รู้จักจังหวะการบอกเล่าเรื่องราวแบบค่อยเป็นค่อยไปจนซึมลึก
จุดสังเกต
ความยาวเกือบสามชั่วโมงอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ชมบางกลุ่ม
ช่วงกลางเรื่องมีบางพาร์ทที่ดูเหมือนเบี่ยงทิศออกจากแกนกลางของเรื่องเล็กน้อย
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
The Green Mile อิงจากเรื่องจริงหรือเปล่า
ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Stephen King ที่ตีพิมพ์แบบตอนต่อในปี 1996
หนังเรื่องนี้เหมาะกับเด็กไหม
ไม่แนะนำสำหรับเด็ก เพราะมีฉากความรุนแรงและธีมที่หนักเกินไปสำหรับผู้ชมอายุน้อย
The Green Mile ได้รับรางวัลอะไรบ้าง
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ Michael Clarke Duncan ได้รับการเสนอชื่อในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน