รีวิว
มีหนังแอนนิเมชั่นอยู่ไม่กี่เรื่องในรอบทศวรรษที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภาคแรกอย่าง Into the Spider-Verse ทำสำเร็จในปี 2018 และได้รางวัลออสการ์ไปพิสูจน์ตัวเอง คำถามคือภาคต่อจะทำซ้ำความยิ่งใหญ่แบบนั้นได้ไหม คำตอบจาก Across the Spider-Verse คือ ไม่ได้ทำซ้ำ แต่ก้าวข้ามมันไปอีกขั้น
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ไมลส์ โมราเลสรับบทสไปเดอร์-แมนของบรูคลินมาสักพักแล้ว ชีวิตวัยรุ่นที่ต้องแบ่งเวลาระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และการเป็นฮีโร่กำลังสร้างแรงกดดันที่เขาพูดกับใครไม่ได้ พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองนอนหลับในชุดแมงมุม ขณะที่กไวน์ สเตซีก็หายหน้าไปจากจักรวาลของเขา เมื่อทั้งสองได้พบกันอีกครั้งในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน มันพาไมลส์เข้าสู่โลกที่ใหญ่กว่าเดิมอย่างที่เขาไม่เคยเตรียมใจรับ
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต่างจากซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปไม่ใช่แค่ฉากบู้ที่ตื่นตาตื่นใจ แต่เป็นคำถามที่แทรกอยู่ในทุกเส้นเรื่อง นั่นคือถ้า "กฎ" ของการเป็นฮีโร่มีอยู่จริง และกฎนั้นบอกว่าต้องสูญเสียบางอย่างถึงจะรักษาทุกอย่างเอาไว้ได้ คุณจะยอมรับมันไหม ไมลส์ถูกบีบจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งจากตัวตนของตัวเอง ความสัมพันธ์กับครอบครัว และแรงกดดันจากสไปเดอร์-โซไซตี้ที่มองว่าเขาเป็น "ความผิดพลาด"
งานภาพของ Across the Spider-Verse คือสิ่งที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก ทีมงานไม่ได้แค่ใช้สไตล์กราฟิกโนเวลแบบภาคแรก แต่ขยายแนวคิดนั้นออกไปให้ครอบคลุมจักรวาลแต่ละแห่งที่มีสุนทรียะเฉพาะตัว จักรวาลของกไวน์มีเส้นสีน้ำที่ไหลนวลราวกับวาดสดๆ ทุกเฟรม จักรวาลของสไปเดอร์-แมน 2099 หรือมิเกล โอฮาราให้ความรู้สึกเย็นชาและแข็งกร้าวผ่านโทนสีน้ำเงินเข้มและดีไซน์ที่คมคาย ขณะที่จักรวาลอินเดียของปาวิตร ปราภากาให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาดโบสถ์และการ์ตูนโบลีวูดผสมกัน การที่แต่ละพื้นที่มีภาษาภาพเป็นของตัวเองทำให้หนังรู้สึกเหมือนนิทรรศการศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ตลอด 140 นาที
การแสดงเสียงของ Shameik Moore ให้ไมลส์ที่มีความลึกมากกว่าในภาคแรก เสียงของเขาพาผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความโกรธ ความกลัว และความรักในฉากเดียวกัน ขณะที่ออสการ์ ไอแซ็กในบทมิเกล โอฮาราถ่ายทอดตัวร้ายที่ไม่ใช่ร้ายแบบชัดเจน แต่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำจนน่ากลัวกว่าการเป็นวายร้ายธรรมดาเสียอีก เฮลี สไตน์เฟลด์ในบทกไวน์ก็มีบทบาทที่หนักขึ้นและแสดงให้เห็นว่าตัวละครนี้มีความขัดแย้งในใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ดนตรีประกอบที่ผสมระหว่างอิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอป และออร์เคสตราทำหน้าที่ประสานกับจังหวะภาพได้แนบสนิท ฉากแอ็กชั่นหลายฉากรู้สึกเหมือนดูมิวสิกวิดีโอที่มีน้ำหนักทางเนื้อเรื่องรองรับ ไม่ใช่แค่โชว์เทคนิคล้วนๆ การตัดต่อก็เชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมจังหวะ สลับระหว่างฉากเครียดกับช่วงหายใจได้โดยที่ไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าหนังดึงเวลา แม้ความยาวจะอยู่ที่กว่าสองชั่วโมงกว่า
สำหรับคนที่ชอบแอนนิเมชั่นแนวจริงจัง หนังเรื่องนี้อยู่ในระดับเดียวกับงานของสตูดิโอ Ghibli ในแง่ที่ไม่ได้มองว่าการ์ตูนคือสื่อสำหรับเด็กเท่านั้น เมื่อเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ไลฟ์แอ็กชั่นส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าในแง่ไอเดีย Across the Spider-Verse พิสูจน์ว่ายังมีวิธีเล่าเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ที่สดใหม่อยู่ ขอแค่ยอมทลายกรอบที่เคยคิดว่าทำได้ในสื่อแอนนิเมชั่น
ข้อที่ต้องเตือนล่วงหน้าคือหนังจบแบบกลางอากาศอย่างตั้งใจ เพราะนี่คือภาคกลางของไตรภาค ผู้ชมที่ต้องการความสมบูรณ์ในตัวเองอาจรู้สึกข้องใจ แต่สำหรับคนที่ยอมรับได้ว่านี่คือการเดินทางที่ยังไม่ถึงปลายทาง Across the Spider-Verse คือประสบการณ์ดูหนังที่หาได้ยากในยุคนี้
จุดเด่น
งานภาพสวยงามและสร้างสรรค์อย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลกแอนนิเมชั่น
เนื้อเรื่องลึกและมีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด
ตัวละครหลักมีพัฒนาการที่น่าติดตามและรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากทุกทิศ
จุดสังเกต
ตอนจบแบบ cliffhanger อาจทำให้ผู้ชมบางคนรู้สึกขาดความสมบูรณ์
ข้อมูลในจักรวาลแมงมุมมีมากจนอาจล้นมือสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับภาคแรก
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
ต้องดูภาคแรกก่อนไหมถึงจะเข้าใจภาคนี้
แนะนำให้ดู Spider-Man: Into the Spider-Verse ก่อนเพราะภาคนี้ต่อเนื้อเรื่องโดยตรงและอ้างอิงเหตุการณ์จากภาคแรกค่อนข้างมาก
ภาคต่อของภาคนี้มีกำหนดฉายเมื่อไหร่
Spider-Man: Beyond the Spider-Verse คือภาคต่อที่จะมาปิดจบเรื่องราว แต่ยังไม่มีวันฉายที่แน่นอนในขณะที่เขียนรีวิวนี้
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน