รีวิว
มีหนังไม่กี่เรื่องในประวัติศาสตร์ที่สามารถแบ่งยุคสมัยของวงการภาพยนตร์ออกเป็น "ก่อน" และ "หลัง" ได้อย่างชัดเจน The Matrix คือหนึ่งในนั้น เมื่อฉายในปี 1999 มันไม่ได้แค่ทำเงินหรือได้รับคำชม แต่มันเปลี่ยนวิธีที่คนทำหนังคิดเรื่องซีเควนซ์แอ็กชัน เปลี่ยนวิธีที่ผู้ชมมองภาพเคลื่อนไหว และทิ้งคำถามทางปรัชญาที่ยังคงถูกพูดถึงในห้องเรียนและบนอินเทอร์เน็ตมาจนถึงวันนี้
ตัวละครที่เราพบในตอนต้นคือชายหนุ่มธรรมดาที่ใช้ชีวิตในเมืองสมมติยุคปลายศตวรรษที่ 20 ทำงานออฟฟิศในเวลากลางวัน และแฝงตัวอยู่ในโลกใต้ดินของแฮกเกอร์ยามค่ำคืน นีโอ รับบทโดย คีอานู รีฟส์ ดูเหมือนคนที่รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ถูกต้องซักทาง มีบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ที่รบกวนเขาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งการปรากฏตัวของมอร์ฟิอุส ที่รับบทโดย Laurence Fishburne ก็พลิกทุกอย่างที่เขาเคยรู้จักและเชื่อถืออยู่ให้กลายเป็นคำถาม หนังใช้ฉากตั้งต้นนี้สร้างความรู้สึกอึดอัดแบบที่หาคำอธิบายไม่ได้ได้อย่างชาญฉลาด ราวกับว่าผู้ชมเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างในโลกที่คุ้นเคยนั้น "ไม่ใช่" โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ในแง่งานฝีมือ The Matrix คือการประกาศตัวของ Lana Wachowski และ Lilly Wachowski อย่างกึกก้อง การกำกับผสมผสานอิทธิพลจากอนิเมะญี่ปุ่น ภาพยนตร์กังฟูฮ่องกง และนิยายวิทยาศาสตร์แนวดิสโทเปียเข้าด้วยกันโดยไม่รู้สึกตะกุกตะกัก เทคนิค bullet time ที่ทำให้กล้องวนรอบวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้ามากนั้นไม่ใช่แค่ลูกเล่นสวยงาม แต่มันคือการแสดงออกทางภาษาภาพยนตร์ที่บอกว่านีโอกำลังเรียนรู้ที่จะ "อ่าน" โลกรอบตัวในระดับที่ลึกกว่ามนุษย์ทั่วไป งานภาพโดย Bill Pope มีเอกลักษณ์ชัดเจนในการใช้โทนสีเขียวอมเหลืองสำหรับฉากภายในเมทริกซ์ และโทนเทาเย็นสำหรับโลกความเป็นจริง ซึ่งเป็นการแยกแยะเชิงภาพที่สื่อสารได้โดยไม่ต้องพูดสักคำ
การแสดงของ คีอานู รีฟส์ ถูกวิจารณ์หนักในยุคนั้นว่าไม่มีอารมณ์มากพอ แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในวันนี้ ความแบนของอารมณ์เขานั้นกลับเข้ากับตัวละครที่กำลังพยายามทำความเข้าใจความจริงที่ใหญ่เกินจะจินตนาการได้อย่างสมบูรณ์แบบ Laurence Fishburne ในบทมอร์ฟิอุสคือแรงขับดันทางอารมณ์ของหนัง เขาพูดทุกประโยคราวกับว่ามันคือพระคัมภีร์ ส่วน Carrie-Anne Moss ในบททรินิตี้นำเสนอตัวละครหญิงที่เข้มแข็ง ฉลาด และน่าเชื่อถือในฐานะนักรบโดยไม่ต้องง้อฉากที่เขียนขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ความสามารถโดยเฉพาะ ขณะที่ Hugo Weaving ในบทเอเจนต์สมิธสร้างผู้ร้ายที่น่าจดจำด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่รู้สึกเหมือนไม่ใช่มนุษย์จริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์พิเศษ
ดนตรีประกอบของ Don Davis ที่ผสานออร์เคสตราอลงตัวเข้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สร้างบรรยากาศที่กดดันและเย็นชาได้ดีมาก ในขณะที่เพลงร็อกที่คัดเลือกมาใช้ในซีเควนซ์แอ็กชันอย่าง Rage Against the Machine ก็ยิ่งเพิ่มพลังงานได้อย่างถูกจังหวะ การตัดต่อโดย Zach Staenberg ที่คว้ารางวัลออสการ์มาได้นั้นรักษาความตึงเครียดและจังหวะได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะฉากท้ายๆ ที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
หนังเรื่องนี้เหมาะกับผู้ชมเกือบทุกกลุ่ม แต่จะเข้าถึงใจมากเป็นพิเศษสำหรับคนที่ชอบแอ็กชันที่มีเนื้อในให้คิดต่อหลังออกจากโรงหนัง ถ้าชอบ Inception หรือ Interstellar จะรู้สึกได้เลยว่า The Matrix คือหนึ่งในรากฐานที่หนังพวกนั้นยืนอยู่ และถ้าเคยดูภาค Resurrections ในปี 2021 แล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้จุดประกายแบบเดิม การกลับมาดูภาคแรกอีกครั้งจะยืนยันได้ชัดเจนว่าทำไมหนังปี 1999 เรื่องนี้ถึงยังไม่มีอะไรแทนที่ได้จริงๆ มันไม่ได้แค่เล่าเรื่องวีรบุรุษที่ต้องช่วยโลก มันตั้งคำถามว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็น "โลก" จริงหรือเปล่าตั้งแต่แรก
จุดเด่น
งานภาพและเทคนิค bullet time ที่ปฏิวัติวงการภาพยนตร์
บทหนังที่ผสานปรัชญาและแอ็กชันได้อย่างลึกซึ้ง
การแสดงของคีอานู รีฟส์ที่เข้ากับตัวละครนีโอได้อย่างลงตัว
ดนตรีประกอบและการตัดต่อที่ยังคงทรงพลังแม้ผ่านมากว่า 25 ปี
จุดสังเกต
ช่วงกลางเรื่องอธิบายปรัชญาและโลกของเมทริกซ์ยาวเกินไปสำหรับผู้ชมที่ต้องการแอ็กชันล้วนๆ
ตัวละครรองบางตัวได้รับพื้นที่น้อยเกินไปจนรู้สึกไม่สมบูรณ์
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
The Matrix เหมาะกับคนที่ไม่เคยดูหนังไซไฟมาก่อนไหม
เหมาะมาก เพราะหนังค่อยๆ ปูพื้นโลกของเมทริกซ์ผ่านสายตาของนีโอที่ก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน ทำให้ผู้ชมเดินทางไปพร้อมกับตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ต้องดูภาคต่ออีก 2 ภาคด้วยไหมถึงจะเข้าใจ
ภาคแรกจบได้ในตัวเองอย่างสมบูรณ์ ภาคต่ออย่าง Reloaded และ Revolutions เป็นเพียงการขยายจักรวาล ดูหรือไม่ดูก็ได้ตามความสนใจ
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน