รีวิว
มีอยู่สถานการณ์หนึ่งที่น่าคิดมากคือ เมื่อสองฝ่ายที่เกลียดขี้หน้ากันมาทั้งชีวิตต้องมาจับมือเพื่อเอาตัวรอด คำถามคือพวกเขาจะวางอาวุธทางใจลงได้จริงไหม และในชีวิตจริง มันเคยเกิดขึ้นแล้วด้วย
"หนีตาย โมกาดิชู" หรือ "Escape from Mogadishu" ไม่ได้เป็นหนังสงครามในแบบที่เราคุ้นเคย เพราะแกนกลางของเรื่องไม่ใช่การรบ แต่คือการอยู่รอดท่ามกลางไฟสงครามที่ไม่ใช่ของตัวเอง ผู้กำกับรยูซึงวานหยิบเหตุการณ์จริงจากปี 1991 ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ และปรุงมันให้กลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เกาหลีใต้ส่งเข้าชิงออสการ์ปี 2022
เรื่องเริ่มต้นในกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย ช่วงต้นทศวรรษ 90 ที่บ้านเมืองยังพอมีลมหายใจ ทูตฝ่ายเกาหลีใต้ที่รับบทโดยคิมยุนซอกกำลังงัดข้อทางการทูตเพื่อดึงคะแนนเสียงให้ประเทศตัวเองเข้าสู่สหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายเกาหลีเหนือซึ่งนำโดยฮอจุนโฮก็ทำภารกิจเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่คู่แข่ง แต่พร้อมจะแทงข้างหลังกันได้ทุกเมื่อ บรรยากาศตึงเครียดระหว่างสองค่ายนี้ถูกเล่าอย่างนิ่งๆ แต่แฝงไว้ซึ่งความดราม่าที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แล้วสถานการณ์ก็พลิกเมื่อโซมาเลียระเบิดเป็นสงครามกลางเมืองอย่างรวดเร็ว ถนนทุกสายกลายเป็นสนามรบ และสถานทูตเล็กๆ ของทั้งสองชาติก็กลายเป็นเพียงแค่กองอิฐในพายุไฟ
ในแง่การกำกับ รยูซึงวานยืนยันอีกครั้งว่าเขาคือผู้กำกับแอคชั่นระดับแนวหน้าของเกาหลี ใครที่เคยดู The Berlin File หรือ Veteran มาก่อนจะรู้ดีว่าเขามีพรสวรรค์ในการจัดการฉากโกลาหลให้ดูมีระเบียบในสายตาคนดู ใน "หนีตาย โมกาดิชู" เขายกระดับตัวเองขึ้นไปอีก ฉากขบวนรถฝ่าด่านในช่วงไคลแม็กซ์ถูกถ่ายด้วยความพลิ้วไหวและพลังงานดิบที่ทำให้รู้สึกถึงอันตรายอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ภาพที่ดูแน่นๆ แต่รู้สึกได้ว่าทุกวินาทีมันคือชีวิตหรือตาย งานกล้องไม่ได้โอ้อวดเกินไป แต่เลือกใช้มุมและการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่ออารมณ์ของฉากได้อย่างแม่นยำ
การแสดงของคิมยุนซอกและโจอินซองในฝั่งเกาหลีใต้นั้นสมดุลกันดีมาก คิมยุนซอกนำความหนักแน่นและความเป็นผู้นำที่ดูเหนื่อยๆ มาใส่ในตัวละคร ขณะที่โจอินซองรับบทเป็นเจ้าหน้าที่สายพราวที่ดูผ่อนคลายแต่มีความคม ส่วนฮอจุนโฮในบทผู้แทนเกาหลีเหนือเล่นได้ซับซ้อนอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นผู้ร้าย แต่เป็นคนที่ติดอยู่ในกรอบของอุดมการณ์ที่ใหญ่กว่าตัวเอง ความเคร่งเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ค่อยๆ ละลายลงนั้นดูน่าเชื่อถือเพราะนักแสดงทำให้มันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้กะทันหันจนรู้สึกถูกบังคับโดยบทหนัง
ดนตรีประกอบทำหน้าที่ได้ดีในแบบที่ไม่ดึงความสนใจออกจากจอ แต่ช่วยขับอารมณ์ในจังหวะที่ต้องการ งานภาพโดยรวมมีความสกปรกและฝุ่นตลบในแบบที่ถูกต้อง ฉากในโมกาดิชูถูกสร้างขึ้นที่โมร็อกโก แต่ให้ความรู้สึกที่แท้จริงของเมืองที่กำลังถูกไฟกลืน จังหวะตัดต่อในช่วงต้นอาจรู้สึกช้าสักหน่อยสำหรับคนที่รอแอคชั่น เพราะหนังใช้เวลาปูพื้นการเมืองทางการทูตพอสมควร แต่นั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อถึงเวลาวิกฤต
เทียบกับผลงานก่อนหน้าของรยูซึงวาน ถ้า Veteran คือหนังบู๊สนุกที่มีความเป็นป๊อปคอร์น "หนีตาย โมกาดิชู" ก็คือก้าวที่เขาเดินเข้าสู่ดินแดนของหนังที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์และมนุษย์มากขึ้น มันไม่ใช่หนังสนุกเบาๆ แต่เป็นหนังที่ออกจากโรงแล้วยังค้างอยู่ในใจ
สำหรับคนที่ชอบหนัง survival thriller ที่มีมิติมากกว่าแค่การหนีและไล่ล่า หรือคนที่สนใจหนังอิงประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเบื่อ "หนีตาย โมกาดิชู" เป็นตัวเลือกที่แทบไม่มีข้อถกเถียง หนังพิสูจน์ว่าคนที่เคยเป็นศัตรูกันมาทั้งชีวิตก็ยังสามารถมองตาและก้าวเดินไปด้วยกันได้ แม้แค่เพียงชั่วคราว
จุดเด่น
บทหนังดึงเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มาเล่าได้น่าหลงใหลโดยไม่รู้สึกเหมือนดูสารคดี
ฉากแอคชั่นโดยเฉพาะช่วงไคลแม็กซ์ระทึกและตื่นตาระดับหนังฮอลลีวูด
นักแสดงนำทุกคนถ่ายทอดความตึงเครียดและอารมณ์ได้แนบเนียนและน่าเชื่อถือ
จุดสังเกต
ช่วงต้นของเรื่องจังหวะค่อนข้างช้า อาจทำให้ผู้ชมบางคนรู้สึกนานกว่าจะเข้าสู่ความเข้มข้น
ตัวละครรองบางตัวได้รับพื้นที่น้อยจนไม่รู้สึกผูกพัน
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
หนีตาย โมกาดิชู สร้างจากเหตุการณ์จริงหรือเปล่า
ใช่ครับ หนังอิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 1991 เมื่อเจ้าหน้าที่สถานทูตเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือต้องร่วมมือกันหลบหนีออกจากโซมาเลียที่กำลังอยู่ในสงครามกลางเมือง
หนังเรื่องนี้เหมาะกับคนชอบหนังแนวไหน
เหมาะกับคนที่ชอบหนังระทึกขวัญผสมแอคชั่นที่มีน้ำหนักทางอารมณ์และพื้นหลังประวัติศาสตร์ คล้ายกับหนังแนว survival thriller ที่มีมิติของความสัมพันธ์มนุษย์เป็นแกนกลาง
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน