รีวิว
มีบางช่วงในชีวิตที่เราพูดกับคนที่ไม่มีทางได้ยินอีกแล้ว ทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังพูด เพราะมันดีกว่าการกลืนทุกอย่างเก็บไว้คนเดียว Voicemails for Isabelle หยิบความรู้สึกนั้นมาเป็นจุดตั้งต้น แล้วพลิกมันให้กลายเป็นหนังรักตลกที่อบอุ่นและแอบเจ็บปวดไปพร้อมกัน ในแบบที่หนังแนวเดียวกันหลายเรื่องทำได้ยาก
ตัวละครหลักของเราคือสาวที่กำลังรับมือกับการสูญเสียน้องสาวชื่ออิซาเบล วิธีที่เธอระบายความในใจคือการฝากข้อความเสียงไปยังเบอร์โทรของน้อง ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ปัญหาคือเบอร์นั้นถูกโอนให้คนอื่นไปแล้ว และชายแปลกหน้าต่างเมืองที่ได้รับข้อความพวกนั้นทุกชิ้นก็เริ่มฟังซ้ำ ฟังซ้ำ และฟังซ้ำ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ฉากตั้งต้นช่วงต้นเรื่องเล่าสองเส้นเรื่องนี้คู่ขนานกันอย่างเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดที่ทำให้ผู้ชมรู้จักตัวละครทั้งสองพอที่จะอยากรู้ว่าเมื่อไหร่เส้นทางทั้งสองจะมาตัดกัน
Leah McKendrick ซึ่งรับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับ แสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจดีว่าพลังของหนังรักไม่ได้มาจากฉากจูบหรือดนตรีพีค แต่มาจากการสะสมเล็กน้อยทีละนิดผ่านบทสนทนาธรรมดาๆ ที่แอบบอกอะไรมากกว่าที่ตัวละครพูดออกมา McKendrick กำกับจังหวะหนังได้ช้าพอที่จะให้ตัวละครได้หายใจ แต่ไม่ช้าจนรู้สึกหลับ แม้จะมีช่วงกลางเรื่องที่พลังงานอาจหย่อนลงบ้างสำหรับคนที่คุ้นกับหนังรักเดินเร็ว งานภาพเลือกโทนอบอุ่นอย่างตั้งใจ ทั้งแสงและสีชวนให้รู้สึกเหมือนดูอัลบั้มรูปของใครบางคนที่ผ่านทั้งวันดีและวันแย่มาด้วยกัน
ส่วนที่พิสูจน์ว่าหนังสำเร็จหรือไม่คือเคมีระหว่าง Zoey Deutch และ Nick Robinson ซึ่งตอบได้เลยว่าใช่ Deutch แสดงบทหญิงสาวที่ใช้ฮิวเมอร์เป็นเกราะป้องกันความเศร้าได้อย่างมีน้ำหนัก เธอไม่ได้เล่นบทตลกแบบเอะอะ แต่ขำในแบบที่คนจริงๆ ขำเวลาอยากร้องไห้ ขณะที่ Robinson รับบทชายที่ตกหลุมรักเสียงของใครบางคนโดยไม่เคยเห็นหน้า เขาถ่ายทอดความเปะปะระหว่างสงสัย สนใจ และไม่กล้าตัดสินได้ดีมาก ส่วน Nick Offerman ที่มาในบทพ่อของตัวละครก็เพิ่มอารมณ์อบอุ่นให้หนังได้อย่างไม่กินพื้นที่มากเกิน ขณะที่ Ciara Bravo ในบทอิซาเบลปรากฏในหนังผ่านความทรงจำและฟุตเทจในแบบที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวละครที่ไม่อยู่แล้วคนนี้ยังคงมีตัวตนอยู่ในเรื่องจริงๆ
ดนตรีประกอบเดินสายเบาและเลือกที่จะไม่บอกผู้ชมว่าต้องรู้สึกอะไรตอนนี้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ฉลาดมากสำหรับหนังที่มีแกนกลางเกี่ยวกับความโศกเศร้า เพราะถ้าดนตรีดังเกินไปในเวลาที่ผิด มันจะทำลายความจริงของอารมณ์ที่ Deutch สร้างไว้ในฉากนั้นๆ ทันที
สำหรับคนที่คุ้นกับโรแมนติกคอมเมดี้แนว wrong number หรือ accidental connection อย่าง You've Got Mail หรือ Missed Call คุณจะรู้จักโครงสร้างนี้ดีพอที่จะคาดเดาบางอย่างได้ แต่ Voicemails for Isabelle มีจุดต่างตรงที่มันไม่ได้ซ่อนความสูญเสียไว้เป็นแค่แบ็กกราวนด์ มันเอาความเจ็บปวดนั้นมาวางไว้ตรงกลางและยอมให้มันโผล่หัวขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ในฉากที่กำลังขำกันอยู่ ทำให้หนังรู้สึกมีน้ำหนักมากกว่าค่าเฉลี่ยของแนว เมื่อเทียบกับผลงานกำกับของ McKendrick เอง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเขียนบทและกำกับงานตลกดาร์กมาบ้าง เรื่องนี้ถือเป็นก้าวที่สุกขึ้นในทิศทางที่น่าจับตาต่อ
ถ้าคุณชอบหนังรักที่ไม่ได้ขอให้คุณปิดสมองแล้วแค่ยิ้มตาม แต่ยอมให้คุณนั่งรู้สึกหลายๆ อย่างพร้อมกัน Voicemails for Isabelle น่าจะโดนใจ โดยเฉพาะถ้าคุณเคยผ่านช่วงที่ต้องสูญเสียใครสักคนและยังหาทางพูดคุยกับความรู้สึกนั้นไม่เจอ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบให้ แต่มันนั่งอยู่ข้างๆ คุณในแบบที่หนังรักดีๆ ควรทำ
จุดเด่น
เคมีระหว่าง Zoey Deutch และ Nick Robinson เป็นธรรมชาติและดึงดูดมาก
สมดุลระหว่างอารมณ์ขันและความเศร้าโศกทำได้ลงตัวกว่าหนังรักทั่วไป
บทพูดคมและฉลาด สะท้อนความรู้สึกของคนที่กำลังโศกเศร้าได้อย่างตรงใจ
จุดสังเกต
จังหวะช่วงกลางเรื่องอาจรู้สึกยืดเยื้อสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับแนว slow-burn romance
องค์ประกอบบางอย่างของพล็อตยังพึ่งพาความบังเอิญแบบโรแมนติกคอมเมดี้คลาสสิกเกินไป
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
Voicemails for Isabelle เหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่
หนังได้เรตอายุ 13 ปีขึ้นไปในไทย เนื้อหาพูดถึงการสูญเสียและความโศกเศร้า ผู้ปกครองอาจต้องชมด้วยกันสำหรับเด็กในวัยนี้
หนังเรื่องนี้เศร้ามากไหม หรือขำเป็นหลัก
หนังเดินสายตลกเป็นหลักแต่มีแกนกลางเป็นความเศร้าจากการสูญเสีย ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะหัวเราะและซึ้งในคืนเดียวกัน
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน