Beastie Boys Story

Beastie Boys Story

2020 · 120 นาที · 18

7.5/10APPLE TV▶ ดูเทรลเลอร์

รีวิว

มีสารคดีดนตรีไม่มากนักที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองนั่งอยู่ในห้องเดียวกับศิลปิน ไม่ใช่แค่ดูผ่านจอ Beastie Boys Story คือหนึ่งในนั้น และมันทำได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคหวือหวาหรือภาพอาร์ไคฟ์โหมใส่แบบสารคดีทั่วไป

สิ่งที่ Spike Jonze เลือกทำคือเรียบง่ายอย่างกล้าหาญ เขาพา Mike Diamond หรือ Mike D และ Adam Horovitz หรือ Ad-Rock ขึ้นเวทีต่อหน้าคนดูจริงๆ ที่ King's Theatre เมืองบรูคลิน แล้วให้ทั้งสองเล่าเรื่องราวของวงด้วยปากของตัวเอง ไม่มีผู้ดำเนินรายการ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ มีแค่สองคนนี้กับความทรงจำกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของ Beastie Boys ไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนอาจจินตนาการ พวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มเด็กหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่เป็นแค่เพื่อนกลุ่มหนึ่งในนิวยอร์กช่วงต้นทศวรรษ 80 ที่รวมตัวกันเล่นดนตรีพังก์แบบไม่จริงจัง ก่อนที่เส้นทางจะพาพวกเขาไปสู่จุดที่ไม่มีใครคาดคิด ทั้ง Mike D และ Ad-Rock เล่าถึงยุคแรกๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขบขันและความอ่อนโยน ราวกับสองคนเพิ่งนั่งคุยกันริมโต๊ะอาหารมากกว่าจะยืนบนเวที

ในแง่ของการกำกับ Spike Jonze พิสูจน์ว่าเขาเข้าใจ Beastie Boys ในระดับที่ลึกกว่าแค่ความเป็นแฟนเพลง เขาออกแบบรูปแบบการนำเสนอให้สะท้อนบุคลิกของวงอย่างชาญฉลาด ทุกอย่างดูไม่เป็นทางการ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยหลุดจากแก่นที่ต้องการจะพูดถึง การใช้ภาพและคลิปวิดีโอเก่าประกอบเรื่องเล่าทำได้พอดีงาม ไม่ท่วมจนกลายเป็นแค่รายการย้อนอดีต แต่ช่วยขยายอารมณ์ในจังหวะที่ถูกต้อง

งานภาพและการตัดต่อของสารคดีเรื่องนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ตรงที่มันรักษาความรู้สึกของ live performance ไว้ได้อย่างดี คนดูในโรงรู้สึกได้ถึงพลังงานของพื้นที่จริง ขณะเดียวกันการตัดสลับระหว่างเวทีกับฟุตเทจเก่าก็ไหลลื่นโดยไม่รู้สึกกระตุก ดนตรีที่แทรกอยู่ตลอดเรื่องก็ไม่ได้ถูกใส่มาเพื่อเติมช่องว่าง แต่เลือกมาอย่างมีเหตุผลทุกครั้ง

สิ่งที่ทำให้ Beastie Boys Story ยกระดับเหนือสารคดีดนตรีทั่วไปคือช่วงที่พูดถึง Adam Yauch หรือ MCA สมาชิกที่จากไปในปี 2012 ทั้ง Mike D และ Ad-Rock ไม่ได้พูดถึงเขาในแบบที่รู้สึกว่ากำลังอ่านบทสรรเสริญ แต่พูดถึงเขาในฐานะเพื่อนคนหนึ่งที่ยังมีตัวตนอยู่ในทุกการตัดสินใจของพวกเขา ความโศกเศร้าในส่วนนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอแบบดราม่า แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุกถ้อยคำอย่างเงียบๆ และนั่นทำให้มันเจ็บปวดกว่า

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย Beastie Boys มาก่อนเลย สารคดีเรื่องนี้ก็ยังดูได้และเข้าใจได้ในฐานะเรื่องราวของมิตรภาพและการเติบโต แต่ถ้าคุ้นเคยกับผลงานของวงแม้แต่เล็กน้อย ประสบการณ์การดูจะยิ่งเข้มข้นขึ้นหลายเท่า เพราะคุณจะเห็นว่าแต่ละอัลบั้ม แต่ละยุค แต่ละความผิดพลาดและชัยชนะของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากความสัมพันธ์ของคนสามคนที่เลือกจะเดินไปด้วยกัน

เปรียบกับสารคดีดนตรีร่วมสมัยอย่าง Get Back ของ Beatles ที่พึ่งพาฟุตเทจดิบมหาศาล หรือ Anvil ที่ถ่ายตามชีวิตจริง Beastie Boys Story เลือกทางที่สามและทำมันได้อย่างสง่างาม มันคือการนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่อง และนั่นคือสิ่งที่มันตั้งใจจะเป็นตั้งแต่ต้น

จุดเด่น

บรรยากาศอบอุ่นและจริงใจ รู้สึกเหมือนนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่อง

Spike Jonze กำกับได้มีชีวิตชีวา ไม่น่าเบื่อแม้เป็นรูปแบบพูดบนเวที

เนื้อหาลึกและซึ้ง โดยเฉพาะช่วงที่พูดถึง MCA

จุดสังเกต

คนที่ไม่คุ้นเคย Beastie Boys มาก่อนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับบริบท

รูปแบบการนำเสนอแบบ live show อาจรู้สึกเป็นงานเฉพาะกลุ่มสักหน่อย

ดูได้ที่ไหน

สมาชิกรายเดือนของแพลตฟอร์มนี้ดูได้ทันทีไปหน้า APPLE TV

คำถามที่พบบ่อย

Beastie Boys Story ดูได้ที่ไหน

ดูได้ทาง Apple TV+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ร่วมผลิตสารคดีเรื่องนี้

ต้องรู้จัก Beastie Boys มาก่อนถึงจะดูสนุกไหม

ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนตัวยง แต่ถ้ารู้จักผลงานบ้างจะยิ่งเชื่อมกับเนื้อหาได้ลึกขึ้น

นักแสดงนำ

Michael DiamondAdam HorovitzAdam Yauchเบน สติลเลอร์สตีฟ บูเซมีDavid Cross

หนังที่คล้ายกัน

เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ

เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ

Selena Gomez: My Mind & Me

Selena Gomez: My Mind & Me

เกิร์ลกรุ๊ปนักล่าปีศาจ

เกิร์ลกรุ๊ปนักล่าปีศาจ