รีวิว
มีหนังไซไฟไม่กี่เรื่องในโลกที่กล้าวางตัวเองให้หนักขนาดนี้ ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันที่บังเอิญอยู่ในอวกาศ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อศาสนา อำนาจ และตัวตนของวีรบุรุษที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อตัวเอง เดอนี วีลเนิฟว์ พิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ภาคแรกว่าเขาไม่ได้มาทำหนังฟีลกูด และใน "ดูน: ภาคสอง" เขายิ่งเดินหน้าลึกลงไปในความมืดของเรื่องราวนี้อย่างไม่ยั้งมือ
ภาคสองเปิดฉากรับช่วงต่อจากจุดที่พอล อะเทรดีส สูญเสียทุกอย่างและต้องหาทางอยู่รอดท่ามกลางชนเผ่าเฟรแมนบนดาวทะเลทรายอาราคิส เส้นทางของเขาไม่ใช่เรื่องของการเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังถูกผลักดันด้วยคำทำนาย ด้วยแรงศรัทธาของผู้คน และด้วยความโกรธที่คุกรุ่นในตัวเขาเอง ชานี หญิงสาวชาวเฟรแมนที่ผูกพันกับเขา กลับมองเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นมองข้าม และนั่นคือแรงตึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่มหากาพย์แอ็กชัน แต่กลายเป็นดราม่าที่มีน้ำหนักจริง
สิ่งที่วีลเนิฟว์ทำได้ดีมากในภาคนี้คือการกำกับที่รู้จังหวะดีอย่างน่าทึ่ง เขาให้หนังค่อยๆ สะสมความตึงเครียดอย่างอดทน ก่อนจะปลดปล่อยมันออกมาในฉากแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่และสะเทือนอารมณ์ในเวลาเดียวกัน ฉากบนทะเลทรายที่แสงและทรายปะทะกันในเฟรมเดียวถูกถ่ายโดย กรีก เฟรเซอร์ ซึ่งทำงานได้งดงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นหนังคนละเรื่องกับที่เคยเห็นทั่วไป โทนสีที่แบ่งโลกของอาราคิสออกจากโลกของฮาร์คอนเน็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะฉากในดินแดนของตระกูลฮาร์คอนเน็นที่ถ่ายด้วยเลนส์อินฟราเรดจนทุกอย่างดูเหมือนภาพฝันร้ายขาวดำ ถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจกล้าที่สุดของหนังฟอร์มใหญ่ในรอบหลายปี
ทิโมธี ชาลาเมต์ แสดงได้หนักขึ้นกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด ภาคแรกเขาเป็นเด็กหนุ่มที่สับสน แต่ภาคนี้ต้องแสดงให้เห็นว่าคนๆ เดียวกันกำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย ชาลาเมต์จัดการกับอาร์คของตัวละครได้อย่างละเอียดอ่อน โดยไม่ต้องพึ่งโมเมนต์ตะโกนดังๆ หรือฉากร้องไห้ใหญ่โต แต่ผ่านสายตาและท่าทางที่ค่อยๆ แข็งทื่อขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ เซ็นเดยา ซึ่งในภาคแรกได้เวลาบนจอน้อยมากผิดหวัง ในภาคนี้เธอรับช่วงต่อได้อย่างสง่างาม ชานีในมือของเธอไม่ใช่แค่ตัวละครรักโรแมนติก แต่คือเสียงของความสงสัยที่หนังทั้งเรื่องต้องการมากที่สุด ฆาบิเอร์ บาร์เดม ก็ยังคงทำให้ตัวละครสตีลการ์ออกมาได้อย่างอบอุ่นแต่แฝงความซับซ้อนไว้ข้างใน
ดนตรีของ ฮันส์ ซิมเมอร์ ยังคงเป็นเสาหลักของประสบการณ์การดูหนังเรื่องนี้ เสียงประกอบที่ไม่ยอมอยู่ในกรอบดนตรีออเคสตราแบบเดิม ผสมเสียงประหลาดที่แทบนิยามไม่ได้ เข้ากับภาพได้อย่างลงตัวจนบางครั้งแยกไม่ออกว่ากำลังฟังดนตรีหรือรับรู้บรรยากาศของดาวอาราคิสอยู่กันแน่
สำหรับคนที่ตามผลงานของวีลเนิฟว์มาตั้งแต่ Arrival หรือ Blade Runner 2049 จะเห็นว่าเขาเดินหน้าในทิศทางเดิมคือทำหนังไซไฟที่ตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ และ Dune: Part Two คือผลงานที่สุกงอมที่สุดของเขาในแง่นั้น หนังไม่ยอมให้คนดูสบายใจกับวีรบุรุษของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันยืนอยู่เหนือมหากาพย์ไซไฟส่วนใหญ่ที่ผ่านมาในยุคนี้
เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังไซไฟที่มีความคิด ไม่กลัวจังหวะช้า และอยากได้ประสบการณ์โรงหนังเต็มๆ ถ้าดูภาคแรกแล้วรู้สึกว่ายังไม่ถึง ภาคนี้คือคำตอบที่รอมาตลอด แต่ถ้ายังไม่เคยดูภาคแรกเลย ควรเริ่มจากต้นก่อน เพราะหนังไม่ได้รอให้ใครตามทัน
จุดเด่น
งานภาพและเสียงระดับโรงหนังที่หาที่เปรียบได้ยาก
เซ็นเดยาได้บทบาทเต็มๆ และแสดงได้งดงามมาก
จังหวะการเล่าเรื่องกระชับขึ้นและมีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่าภาคแรก
จุดสังเกต
ตัวละครฝั่งฮาร์คอนเน็นบางตัวได้เวลาน้อยเกินไป
ผู้ชมที่ไม่ได้ดูภาคแรกอาจตามเรื่องยากในช่วงต้น
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
ต้องดูภาค 1 ก่อนไหมถึงจะดู Dune: Part Two ได้
แนะนำอย่างยิ่งให้ดูภาคแรกก่อน เพราะภาค 2 ต่อเรื่องโดยตรงและไม่มีการสรุปเนื้อหาก่อนหน้าให้
Dune: Part Two เหมาะกับเด็กไหม
มีเรตอายุ G แต่เนื้อหาค่อนข้างซับซ้อนและมีฉากความรุนแรงพอสมควร เหมาะกับผู้ชมวัยรุ่นขึ้นไปมากกว่า
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน