รีวิว
มีหนังสั้นไม่กี่เรื่องในรอบหลายปีที่สามารถนั่งดูจบแล้วอยากนั่งนิ่งๆ สักพักก่อนจะทำอะไรต่อ The Boy, the Mole, the Fox and the Horse คือหนึ่งในนั้น แอนิเมชันความยาวเพียง 35 นาทีจากค่าย BBC Studios ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือภาพของ Charlie Mackesy นักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ ซึ่งกวาดยอดขายทั่วโลกไปหลายล้านเล่มหลังวางตลาดปี 2019 เบื้องหลังปกที่ดูเรียบง่ายคือเนื้อหาที่แตะต้องเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงกันตรงๆ ทั้งความเหงา การรู้สึกหลงทาง และการเรียนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ
เรื่องเริ่มต้นด้วยเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเดินอยู่กลางทุ่งหิมะขาวโพลนโดยไม่รู้จุดหมาย เขาพบกับตุ่นผู้ร่าเริงที่คิดถึงเค้กตลอดเวลา จากนั้นทั้งคู่ก็ได้พบกับสุนัขจิ้งจอกที่เงียบขรึมและดูมีบาดแผลในใจ ก่อนที่ม้าตัวใหญ่จะก้าวเข้ามาร่วมทางด้วย สี่ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงออกเดินทางด้วยกันโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน และนั่นแหละคือหัวใจของหนัง เพราะการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าไปถึงไหน แต่วัดที่สิ่งที่ได้พูดคุยและเรียนรู้ระหว่างทาง
Peter Baynton ผู้กำกับเลือกรักษาสไตล์ภาพวาดด้วยมือของ Mackesy ไว้อย่างเต็มที่ แทนที่จะปรับให้เป็นแอนิเมชัน 3 มิติเรียบเนียนแบบที่สตูดิโอใหญ่มักทำ ผลลัพธ์คือภาพที่ดูเหมือนภาพสีน้ำเคลื่อนไหวได้ เส้นไม่สมบูรณ์แบบ สีระบายเกินขอบบ้างเล็กน้อย แต่นั่นทำให้ทุกเฟรมรู้สึกอบอุ่นและมีชีวิตในแบบที่ CGI ราคาสูงก็ให้ไม่ได้ ฉากกลางหิมะที่ขาวกว้างสลับกับช่วงเวลาเล็กๆ ที่ตัวละครนั่งล้อมกันอยู่ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอบอุ่นสลับกันไปได้อย่างน่าทึ่ง
ดนตรีประกอบของ Iain Farquharson ทำงานแบบเงียบๆ ไม่พยายามบอกผู้ชมว่าต้องรู้สึกอะไร เส้นทำนองเบาๆ ที่ดูเหมือนเพลงกล่อมเด็กผสมกับชิ้นเชมเบอร์คลาสสิก เปิดพื้นที่ให้บทสนทนาโดดเด่นขึ้นมาเอง เพราะบทของหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด ประโยคอย่าง "What is the bravest thing you have ever said? Asked the boy. Help, said the horse." กินใจแบบที่หนัง 2 ชั่วโมงหลายเรื่องทำไม่ได้
ในด้านการพากย์เสียง Jude Coward Nicoll รับบทเด็กชายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสับสนและซื่อบริสุทธิ์ในเวลาเดียวกัน Tom Hollander พากย์ตุ่นได้ฉลาดมากตรงที่ดูเหมือนตัวตลกแต่มักพูดสิ่งที่ลึกที่สุด ส่วน Idris Elba รับบทม้าได้อย่างทรงพลัง น้ำเสียงหนักแน่นของเขาทำให้ทุกครั้งที่ม้าพูดรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยนจากใครสักคนที่ผ่านอะไรมามากพอจะพูดได้ด้วยความเข้าใจจริงๆ Gabriel Byrne พากย์สุนัขจิ้งจอกได้เล็กแต่มีน้ำหนัก สะท้อนตัวละครที่เจ็บปวดมาแล้วและกำลังเรียนรู้จะไว้วางใจคนอื่นอีกครั้ง
สำหรับคนที่คุ้นกับผลงานแนว feel-good animation อย่าง Paddington หรือ When Marnie Was There หนังเรื่องนี้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันแต่เข้มข้นกว่าในเชิงปรัชญา ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีการไล่ล่า ไม่มีพล็อตพลิกผัน มีแค่การพูดคุยระหว่างเพื่อนที่กำลังช่วยกันเดินผ่านความมืดไปด้วยกัน หากเทียบกับผลงาน BBC Animation ชิ้นอื่น เรื่องนี้ถือว่าทะเยอทะยานในทางศิลป์มากกว่าปกติ และผลที่ได้ก็คุ้มค่า
หนังเหมาะกับทุกคนที่รู้สึกหนักใจกับอะไรบางอย่างอยู่และอยากได้ 35 นาทีที่ทำให้หายใจออกได้ เหมาะกับพ่อแม่ที่อยากดูกับลูกแล้วค่อยคุยกันต่อ และเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ยังจำได้ว่าความกล้าหาญที่แท้จริงบางทีก็คือการยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ
จุดเด่น
บทสนทนากินใจ กระชับแต่ทรงพลัง
งานภาพสไตล์ภาพวาดด้วยมือที่อบอุ่นและเป็นเอกลักษณ์
เนื้อหาเข้าถึงได้ทุกวัย ลึกในระดับที่แตกต่างกัน
นักพากย์ทำงานได้เปี่ยมอารมณ์โดยเฉพาะ Idris Elba
จุดสังเกต
ความยาวแค่ 35 นาทีอาจทำให้รู้สึกอยากได้มากกว่านี้
เนื้อเรื่องเดินหน้าแบบ episodic อาจดูไม่มีโครงสร้างหากคาดหวังพล็อตแบบหนังทั่วไป
ดูได้ที่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
The Boy the Mole the Fox and the Horse ดูได้ที่ไหน
ออกฉายครั้งแรกทาง BBC One และ Apple TV+ ในช่วงคริสต์มาส 2022 ปัจจุบันหาชมได้บน Apple TV+
เหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่
เนื้อหาเหมาะกับทุกช่วงวัย เด็กเล็กสนุกกับตัวละครและภาพวาด ส่วนผู้ใหญ่จะซึมซับบทสนทนาเชิงปรัชญาได้ลึกกว่า
หนังดัดแปลงมาจากอะไร
ดัดแปลงมาจากหนังสือภาพขายดีระดับโลกของ Charlie Mackesy ที่ตีพิมพ์ในปี 2019
นักแสดงนำ
หนังที่คล้ายกัน